posttoday
ปฏิวัติ 3 กรมภาษี แก้คอร์รัปชัน ด้วย One Stop Service

ปฏิวัติ 3 กรมภาษี แก้คอร์รัปชัน ด้วย One Stop Service

19 เมษายน 2553

8...ทีมข่าวการเงิน

เป็นที่รู้กันดีว่า หน่วยงานหารายได้หลักเข้าประเทศ ก็คือ 3 กรมภาษี คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และ กรมสรรพสามิต ที่มีหน้าที่หลักคือ เก็บภาษีจากผู้มีเงินได้ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดา นิติบุคคล บริษัทเอกชน ผู้นำเข้าและส่งออก รวมทั้งเก็บภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย

แต่บริษัทเอกชนรายหนึ่งที่ทำธุรกิจ อาจจะเกี่ยวข้องกับการเสียภาษีหลายประเภท ทำให้ต้องวิ่งเทียวไปเทียวมาหลายที่เพื่อเสียภาษีให้ครบตามกฎหมาย

กระทรวงการคลังจึงมีแนวคิดการรวมกรมภาษีไว้ในที่เดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนไม่ต้องวิ่งไปวิ่งมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการทำงาน และลดต้นทุนการดำเนินงาน รวมทั้งลดงบประมาณของรัฐในการจัดจ้างบุคคลากร

เรื่องนี้ สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า แนวคิดดังกล่าวกระทรวงการคลังได้เริ่มดำเนินการมาระยะหนึ่ง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการเต็มรูปแบบ หากดำเนินการได้ ไทยก็จะเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ดำเนินนโยบายนี้

“เราเอารูปแบบมาจากระบบการคลังของประเทศอังกฤษมาใช้ ที่รวมเอาหน่วยงานเก็บภาษีมารวมไว้ในที่เดียว ซึ่งเขาทำมาตั้งแต่ปี 2548 จนถึงปัจจุบันก็ผ่านมา 5 ปีแล้ว ก็ได้รับผลตอบกลับที่ดี เราจึงได้ไปศึกษาของเขาแล้วเอามาปรับให้เข้ากับประเทศของเรา” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

แผนงานการรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกัน จะดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยในระยะแรกจะรวมเป็น One Stop Service อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและผู้ประกอบการทั้งหลาย ซึ่งในขั้นตอนนี้จะไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย เพราะแต่ละกรมภาษีมีกฎหมายของตัวเอง ซึ่งแตกต่างกัน หน่วยที่จะมีบทบาทน้อยที่สุดคือ กรมศุลกากร ที่จะต้องลดภาษีนำเข้าเหลือ 0% ตามข้อตกลงเขตการค้าเสรี แต่เรื่องการให้บริการประชนก็ต้องให้อยู่

เมื่อดำเนินการช่วงแรกได้ผลดีแล้ว ในอนาคต 3 กรมภาษีจะกลายเป็นหน่วยงานจัดเก็บรายได้ ไม่มีอธิบดีกรม มีแต่หัวหน้าหน่วย ซึ่งจะมีการดำเนินการตั้งเป็นทบวงใหม่ขึ้นมา และกรมภาษีทั้งหมดจะอยู่ภายใต้ทบวงนี้

อย่างไรก็ดี ความพยายามรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกันนั้น ทางกระทรวงการคลังในสมัยที่ ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง

แต่เรื่องการเริ่มต้นอย่างเห็นเป็นรูปธรรม มาเริ่มที่ยุคที่ ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล เป็นปลัดกระทรวงการคลัง ได้นำเรื่องเสนอต่อ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เป็นพิมพ์เขียวออกมาแล้ว และได้มีการลงนามคำรับรองการปฏิบัติราชการปี 2548 กับ 3 กรมภาษี ซึ่งมีทั้งในเรื่องเป้าหมายรายได้ เป้าหมายการขยายฐานภาษี และเป้าหมายการทำงานแทนกันให้มีการแลกเปลี่ยนคนจากอีกกรมหนึ่งไปอีกกรมหนึ่งเป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้มีการชำระภาษีแทนกันได้

แนวคิดการรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกันนั้น ทางด้านนโยบายของกลุ่มภารกิจด้านรายได้ ต้องการให้มีการแลกเปลี่ยนบุคลากรเรียนรู้งานต่างกรมเป็นการชั่วคราว 36 เดือน โดยจะเริ่มตั้งแต่ข้าราชการซี 6 ขึ้นไป โดยใช้ความสมัครใจ จะเริ่มต้นจำนวน 30 คน ให้มีโอกาสเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ เนื่องจากในอนาคต 3 กรมภาษีต้องรวมตัวกันเป็นหน่วยงานเดียวเหมือนกับในต่างประเทศ ทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ในรายละเอียดการรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกันนั้น ก.พ.ร. กำหนดเป้าวัดผลการทำงานในเรื่องรายได้เพิ่มขึ้นจากเอกสาร หากกลุ่มภารกิจเก็บภาษีได้ตามเอกสารงบประมาณ ก็จะได้คะแนนประเมิน 3 คะแนน แต่หากเก็บได้เกินตามที่ ก.พ.ร. กำหนด ก็จะได้คะแนนเต็ม 5 คะแนน

ความยากของการรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกัน เป็นเรื่องที่ไม่ยากแต่ก็ไม่ง่าย และการรวมเป็นศูนย์บริการครบวงจรจุดเดียวนั้น อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า การจะเดินไปสู่การรวม 3 กรมภาษีเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้ ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ ทั้ง 3 กรมต้องมีการจัดทำรูปแบบระบบไอทีที่เป็นเนื้อเดียวกัน และเรื่องการวินิจฉัยภาษีทั้งสามกรมก็จะต้องเป็นเนื้อเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ ยังจะมีข้าราชการส่วนเกินที่เหลือจากการรวมกรมภาษี ซึ่งเรื่องนี้จะต้องมีการหารือระหว่างผู้บริหารกระทรวงการคลังกับ ก.พ.ร. ว่าจะเกลี่ยกำลังคนใหม่อย่างไร ซึ่งคาดว่าในเบื้องต้นอาจจะมีการนำเอาข้าราชการไปเกลี่ยให้กับหน่วยงานของกระทรวงการคลังที่ต้องการบุคคลากรเพิ่ม แต่ทางสำนักงานข้าราชการพลเรือนไม่มีนโยบายจะเพิ่มจำนวนข้าราชการอีกแล้ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้ ทางกระทรวงการคลังจะหารือกับ ก.พ.ร. เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

นั่นคือแนวคิดที่จะรวม 3 กรมภาษี

แต่สำหรับเอกชนเอง คงจะชื่นชอบกับแนวคิดนี้ เพราะจะช่วยลดต้นทุนโดยเฉพาะการจ่ายเงินใต้โต๊ะ เพื่อขออำนวยความสะดวกและรวดเร็วในการทำงาน ที่ปัจจุบันอาจจะต้องจ่ายอยู่ 3 กรมภาษี แต่หากรวม 3 กรมภาษีเข้าด้วยกันแล้ว ก็อาจจะจ่ายเพียงที่เดียว ซึ่งเท่ากับเป็นการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันไปด้วยในตัว

อย่างไรก็ดี เราจะได้เห็นภาพของ One Stop Service เมื่อไหร่ ก็จะต้องดูกันต่อไป เพราะขณะนี้รัฐบาลมัวแต่ทุ่มสรรพกำลังไปแก้เกมการเมือง จนไม่มีเวลาไปดูแลงานด้านอื่นๆ

แต่นโยบายนี้คงจะตรงใจของเอกชน และกระทรวงการคลังน่าจะได้ดอกไม้มากกว่าก้อนอิฐ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ