
หมีตัวใหญ่กำลังตะปบ SET
ช่วงนี้ผมเขียนถึง Set Index ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากกำลังเป็นที่สนใจและหนักใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด จากการที่ตลาดหุ้นถูกเทขายถล่มทลายจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ Set Index ตกลงไปมากกว่า 300 จุด ภายในเวลา 1 เดือน นอกจากนั้นยังมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดมาปีนี้คงจะหนักใจ ในฐานะที่ผมเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มานานร่วม 20 ปี ก็รู้สึกเฉยๆ เดี๋ยวก็จะผ่านไปเองโดยสาเหตุของการตกลงรอบนี้ มีดังนี้
ช่วงนี้ผมเขียนถึง Set Index ค่อนข้างบ่อย เนื่องจากกำลังเป็นที่สนใจและหนักใจของนักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด จากการที่ตลาดหุ้นถูกเทขายถล่มทลายจากนักลงทุนต่างชาติ ทำให้ Set Index ตกลงไปมากกว่า 300 จุด ภายในเวลา 1 เดือน นอกจากนั้นยังมีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าตลาดมาปีนี้คงจะหนักใจ ในฐานะที่ผมเป็นนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มานานร่วม 20 ปี ก็รู้สึกเฉยๆ เดี๋ยวก็จะผ่านไปเองโดยสาเหตุของการตกลงรอบนี้ มีดังนี้
1) Fed จะลดมาตรการ QE ภายในปีนี้หรือไม่ ถ้าลดจะลดเท่าไร จากที่ปัจจุบันปริมาณ QE เดือนละ 85,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และเริ่มลดเดือนไหน จะยกเลิกมาตรการ QE ในปีหน้าหรือไม่ ถ้าเลิกจะเลิกเดือนไหน
2) แรงเทขายพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติ จะยังมีต่อเนื่องอีกหรือไม่
3) ค่าเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มอ่อนค่าลงมาก เมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์จะทำให้นักลงทุนต่างชาติ นอกจากจะชะลอที่จะเข้าซื้อหุ้นไทย ยังมีแรงขายหุ้นไทยต่อเนื่อง
4) ตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่รายงานโดย HSBC ได้ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจจีนได้มีการชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้หลายๆ หน่วยงานได้ปรับการคาดการณ์การเติบโตของ GDP จีน ลดลงจากเดิมประมาณ 8% เหลือเพียง 7.307.50%
5) Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ ถ้าขึ้น จะขึ้นเมื่อไร
6) อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้นของจีนพุ่งขึ้นแตะระดับ 13% สะท้อนถึงภาวะตึงตัวในตลาดเงินสภาวะสภาพคล่องฝืดเคือง ที่เกิดจาก PBOC ต้องการที่จะควบคุมสินเชื่อบางประเภท โดยเฉพาะสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ เพราะเกรงว่าจะเกิดฟองสบู่ ซึ่ง PBOC ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด ผมคิดว่านักลงทุนทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของจีนมากขึ้นในระยะนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราที่มีจีนเป็นคู่ค้าหลัก ย่อมต้องได้รับผลกระทบไปด้วย เป้าหมายการส่งออก มีการปรับลดลง ส่งผลไปถึงเป้าหมายการเติบโตของ GDP ของไทย ก็มีการปรับการคาดการณ์ลงจากหน่วยงานต่างๆ ซึ่งแน่นอนนักวิเคราะห์น่าจะมีการปรับการคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาด Mai ลง หลังจากมีการประกาศผลประกอบการไตรมาส 2 ทำให้ Expected P/E สูงขึ้นจากค่า E (EPS) ที่ลดลง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นตัวคูณ (Multiplier) ที่นักวิเคราะห์ที่เคยให้ในอัตราที่สูงก็จะให้น้อยลง เนื่องจากอัตราการเติบโตของกำไรที่ลดลงตัวคูณที่ใช้ก็จะลดลงด้วย
กลายเป็นนักลงทุนเจอ 2 เด้งเลย
กลุ่มอุตสาหกรรมที่นักลงทุนเคยยอมรับที่ P/E ระดับสูง ก็จะกลายเป็นอดีต ถ้าผลประกอบการไม่ดีเท่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเฉพาะกลุ่มพาณิชย์ซึ่งเป็นกลุ่มที่ซื้อขายกันในระดับ P/E ที่สูงที่สุดในตลาดหลักทรัพย์จึงถูกเทขายล่วงหน้า หลายๆ ตัวลงแรงกว่าตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งผมคาดว่ายังเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังในการลงทุน เพราะว่าระดับ P/E ยังสูงมาก เมื่อเทียบกับ Set Index ยังน่าจะมีแรงเทขายในกลุ่มนี้อีกสักระยะหนึ่ง
ผมคิดว่านักลงทุนทั่วโลกจะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจของจีนมากขึ้นในระยะนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยเราที่มีจีนเป็นคู่ค้าหลัก ย่อมต้องได้รับผลกระทบ ลดเป้าหมายการส่งออกเป้าหมายการเติบโตของ GDP นักวิเคราะห์คาดว่าน่าจะมีการปรับการคาดการณ์ผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์และตลาด Mai ลง
7) ธปท.จะตัดสินอย่างไรเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 2.50% กนง.คงต้องเปรียบเทียบน้ำหนักระหว่างภาวะเศรษฐกิจของโลกที่ชะลอตัวลง รวมทั้งเศรษฐกิจไทยด้วย กับความเสี่ยงในระดับหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและเริ่มเห็นอัตราหนี้เสียที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในภาวะที่ควบคุมได้
จากปัจจัยต่างๆ ที่กล่าวมาคาดว่าเราน่าจะได้เห็นจุดต่ำสุดของ Set Index ใหม่จากที่เคยทำไว้ที่ 1,351.95 (13/6/56) แนวรับถัดไปอยู่ที่แถวบริเวณ 1,300 บวกลบ ซึ่งเป็น Tripple Top ที่สร้างไว้เดือน ต.ค.พ.ย.ปีที่แล้ว และมีแนวรับที่แข็งแกร่งที่ 1,250 ซึ่งเป็นแนวรับ 50% ของ Fibonacci Retracement ที่คำนวณจาก Low 843.69 (4/10/54) กับ High 1,649.77 (21/5/56) ปกติช่วงปลายเดือน มิ.ย.ของทุกปี จะมีการทำ Window Dressing ถ้าปีนี้มีทำอีก ถือเป็นโอกาสที่ดีที่นักลงทุนมีโอกาสขายหุ้นในราคาที่สูงขึ้นแล้วรอ แถวๆ 1,2501,300 ซึ่งตลาดหุ้นไทยจะค่อนข้างถูก เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไรของบริษัทจดทะเบียน เป็นจุดที่น่าลงทุนมากครับ







