
ปัญหาสภาพคล่องจีนส่อกระหน่ำเศรษฐกิจโลก
ปัญหาสภาพคล่องจีน ส่อกระหน่ำเศรษฐกิจโลกดูดวงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้น่าจะอยู่ในช่วง “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เพราะทุกๆ วันในช่วงนี้ มีแต่ข่าวร้ายๆ ทั้งในส่วนที่คนอื่นกระทำ และในส่วนที่เราทำตัวเราเอง ทำให้ดูตกต่ำเซื่องซึมไปหมดทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทองคำ และค่าเงิน จนนักลงทุนไม่มีทางออกไม่รู้จะลงทุนอะไรดี
ปัญหาสภาพคล่องจีน ส่อกระหน่ำเศรษฐกิจโลกดูดวงเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้น่าจะอยู่ในช่วง “เคราะห์ซ้ำกรรมซัด” เพราะทุกๆ วันในช่วงนี้ มีแต่ข่าวร้ายๆ ทั้งในส่วนที่คนอื่นกระทำ และในส่วนที่เราทำตัวเราเอง ทำให้ดูตกต่ำเซื่องซึมไปหมดทั้งตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ ตลาดทองคำ และค่าเงิน จนนักลงทุนไม่มีทางออกไม่รู้จะลงทุนอะไรดี
ความจริงแล้วในภาวะเช่นนี้ ‘ถือเงินสด’ เป็นดีที่สุด
การตกต่ำของตลาดการเงินในช่วงนี้ เป็นผลจากภาวะ “เงินทุนบินหนี” (Capital Flight) ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากถ้อยแถลงของประธาน Fed (Federal Reserve หรือธนาคารกลางสหรัฐ) เบน เบอร์แนนคี ที่ส่งสัญญาณว่าจะยุติมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน หรือ QE (Quantitative Easing) ภายในสิ้นปีนี้ จากเหตุผลที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
เรื่องนี้ฟังดูน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ไฉนกลับทำให้ตลาดหุ้นร่วงทั่วโลก ก็เลยไม่รู้ว่าเงินทุนที่ไหลออก มันไหลออกไปไหน เพราะย่ำแย่ไปทุกตลาด โดยเฉพาะทองคำที่นับถือกันว่าเป็น “สินทรัพย์ปลอดความเสี่ยง” หรือ Safe Haven แต่ปัจจุบันกลับ “ดิ่งลงนรก” ต่ำกว่าระดับ 1,300 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และไม่ได้เป็นสวรรค์ของนักลงทุนอีกต่อไป
ดังนั้น การตกต่ำของตลาดการเงินก็น่าเป็นผลทางจิตวิทยา จากความหวั่นเกรงว่าจะไม่มี “เม็ดเงินใหม่ๆ” เข้ามาเก็งกำไรในตลาดการเงิน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าตลาดหุ้นและตลาดเงินในยุคที่ผ่านมา นับจากปีที่แล้วจนกระทั่งต้นปีนี้ ที่รุ่งเรืองได้เป็นผลของกระแสเงินร้อนที่ไหลเข้ามาเก็งกำไร เมื่อไหลออกก็พลอยทำให้ระดับราคาสินทรัพย์ลดต่ำลงไปด้วย
นอกจากปัจจัยที่กล่าวมาแล้ว ยังมี “ปัจจัยซ้ำเติม” จาก “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลก” ซึ่งก็คือ “จีน” โดยจีนนับเป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอื่นๆ มาโดยตลอด แต่ก็กลับปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนมีการเติบโต “ต่ำกว่าที่คาด”
นอกจากนี้ จีนยังมี “ปัญหาแทรกซึม” จากสภาพคล่องที่หดหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธนาคารของจีน โดยอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารของจีนพุ่งขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์เมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว ประกอบกับดัชนีด้านการผลิตก็ต่ำกว่าที่คาด เป็นเครื่องยืนยันว่าเศรษฐกิจจีนกำลังชะลอตัวลง
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จีนเสมือนมี “เหมืองเงินตรา” หรือแหล่งรวมเงินทุนมหาศาลที่จีนนำมาใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นสนามบิน รถไฟความเร็วสูง ถนนซูเปอร์ไฮเวย์ หรือแม้แต่การสร้างเมืองใหม่ๆ ที่จีนสามารถ “เนรมิต” ขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น เงินทุนก้อนมหึมาที่จีนใช้ในการลงทุนส่วนใหญ่มาจาก “การกู้” โดยสถาบันการเงินและรัฐบาลท้องถิ่น
จึงไม่น่าแปลกใจที่เมื่อเศรษฐกิจโตช้ากว่าที่คาด การแสวงหา “เม็ดเงิน” ที่จะใช้คืนเงินกู้จึงต้อง “ติดขัด” และเกิดปัญหาสภาพคล่องอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
และก็เป็นที่คาดหมายได้ว่า ผู้บริหารประเทศชุดใหม่ของจีนที่เพิ่งเข้ามารับผิดชอบได้ไม่ถึงปี และรู้อยู่เต็มอกว่าการเติบโตในยุคที่ผ่านมาเป็นการโตแบบ “กลวงๆ” จากการลงทุนในลักษณะเก็งกำไร ซึ่งหวังผลในระยะสั้นๆ และจากการ “พองตัว” ของภาคอสังหาริมทรัพย์
นั่นเพราะแท้จริงแล้ว “เสถียรภาพ” ของการเติบโต ควรมาจากการบริโภคภายใน ภายใต้นโยบายการคลังที่มีวินัยและผู้บริหารใหม่ของจีนซึ่งจะต้อง “ครองประเทศ” ไปอีก 10 ปีก็คงต้องยอมให้จีนต้อง “เจ็บปวด” ในระยะสั้นจากการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มากกว่าจะปล่อยให้เป็น “โรคเรื้อรัง” จากวิกฤตเศรษฐกิจในระยะยาว
ดูสิจีนที่ว่ามีการควบคุมที่เข้มงวดและแน่นหนา ยัง “คุมไม่อยู่” กับปัญหาหนี้สิน แล้วบ้านเราที่หละหลวมเละเทะ จะ “เอาอยู่” หรือกับการกู้เพื่อโครงการประชานิยมแบบ “ไร้สาระ”







