
วัดรวยอู้ฟู่3แสนล้าน
แบงก์ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลเยี่ยงคนพิเศษภาคอีสานแชมป์ทำบุญใต้น้อยสุด
แบงก์ตั้งทีมเฉพาะกิจดูแลเยี่ยงคนพิเศษภาคอีสานแชมป์ทำบุญใต้น้อยสุด
เงินวัดสะพัด 3 แสนล้านบาท แบงก์อุ้มเข้ากลุ่มลูกค้าระดับสูง อีสานแชมป์รวยสุด
นายเวทย์ นุชเจริญ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ปริมาณเงินฝากในนามวัด หรือมูลนิธิ ซึ่งเป็นเงินฝากนิติบุคคลไม่แสวงหากำไรทั้งระบบมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในปีนี้เงินฝากของวัดทั้งประเทศมีอยู่เกือบ 3 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ธนาคารกรุงไทยมีส่วนแบ่งตลาด 10%
ขณะที่ในช่วง 2 ปีก่อน เงินฝากรวมของวัดทั้งประเทศอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท โดยเฉลี่ยแล้ววัดในต่างจังหวัดแต่ละแห่งจะมีเงินฝากประมาณ 510 ล้านบาท แต่หากเป็นวัดใหญ่มีพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ปริมาณเงินฝากจะสูงถึงแห่งละ 5001,000 ล้านบาท
นายเวทย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลของเงินฝากวัด พบว่าวัดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเงินสะพัดมากที่สุด เนื่องจากเศรษฐกิจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเติบโตจากเงินของรัฐบาลผ่านการออกนโยบายช่วยคนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทำให้คนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือร่ำรวย
รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ด้วยปริมาณเงินฝากที่มากขึ้น ทำให้แต่ละธนาคารมีการดูแลลูกค้าในกลุ่มเงินฝากของวัดอย่างดีเป็นพิเศษ อยู่ในระดับลูกค้าชั้นดี โดยเฉพาะการดูแลเจ้าอาวาสวัด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเลือกฝากเงินกับธนาคาร
ทั้งนี้ ธนาคารจะดูแลลูกค้าวัดเทียบเท่าการให้บริการเท่ากับลูกค้าระดับสูง เพราะสิ่งที่วัดต้องการไม่ใช่ดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงมาก ทำให้ธนาคารไม่ต้องแข่งขันดอกเบี้ยเงินฝาก ไม่ต้องมีต้นทุนสูง แต่วัดจะขอบริการธนาคารในรูปแบบสิ่งอำนวยความสะดวกเมื่อมีงานต่างๆ เช่น ร่ม เต็นท์ จึงเห็นได้ว่าวัดที่มีชื่อเสียงจะมีร่มและเต็นท์ของแต่ละธนาคารคอยให้บริการภายในวัด
“กลุ่มเงินฝากวัดถือเป็นตลาดบลูโอเชี่ยน เพิ่มวอลุ่มเงินฝากให้ธนาคารได้มาก โดยไม่ต้องมีต้นทุนสูง อย่างธนาคารกรุงไทยก็ให้พนักงานสาขาที่อยู่ในพื้นที่ใกล้วัด ที่คุ้นเคยกับเจ้าอาวาส และมัคนายก เข้าไปดูแลอำนวยความสะดวกเหมือนลูกค้าระดับสูงที่มีเงินฝากกับธนาคารจำนวนมาก บางวัดก็ลงทุนซื้อหุ้นกู้กับธนาคาร บางวัดก็สอบถามเรื่องการซื้อประกันสุขภาพให้พระ เพราะต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อย” นายเวทย์ กล่าว
นายเวทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันธนาคารแบ่งกลุ่มลูกค้าระดับสูงออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มพรีเชียส เงินฝากไม่เกิน 10 ล้านบาท มีลูกค้าเกือบ 1 แสนราย คิดเป็นสินทรัพย์คงค้างประมาณ 2 แสนล้านบาท ธนาคารตั้งเป้าหมายเพิ่มสินทรัพย์อีก 10% และกลุ่มพรีเชียสพลัส เงินฝากเกิน 10 ล้านบาท มีประมาณ 2 หมื่นราย เพิ่มจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1.7 หมื่นราย ในปีนี้ตั้งเป้าหมายเพิ่มลูกค้ากลุ่มนี้เป็น 4 หมื่นราย จากสินทรัพย์รวม 2.5 แสนล้านบาท รวมลูกค้าระดับสูงทั้งหมดคิดเป็นสินทรัพย์ประมาณ 4.5 แสนล้านบาท
แหล่งข่าวจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เช่น วัดและมูลนิธิต่างๆ ถือเป็นลูกค้าเป้าหมายที่ธนาคารต้องการเข้าไประดมเงินฝาก เนื่องจากเงินฝากส่วนใหญ่ที่ธนาคารได้จากลูกค้ากลุ่มนี้คือเงินฝากออมทรัพย์ ซึ่งมีต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายต่ำ
ขณะเดียวกัน หากเป็นวัดและองค์กรการกุศลขนาดใหญ่มีชื่อเสียงจะมีฐานเงินฝากแตะหลักพันล้านบาท ขนาดกลางก็มีตั้งแต่หลักสิบถึงร้อยล้านบาท หรือแม้แต่ขนาดเล็กก็ยังไม่น่าจะต่ำกว่าหลักล้านบาท
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปให้บริการลูกค้ากลุ่มนี้ของธนาคารจะแตกต่างจากลูกค้าธุรกิจและบุคคลทั่วไป เนื่องจากบางวัดอาจร้องขอบริการเพิ่มเติม เช่น การเข้าไปตั้งตู้เอทีเอ็ม การบริการรับฝากถอนเงินถึงที่ และมีบางวัดที่ร้องขอรถยนต์เป็นการแลกเปลี่ยน
“ตลาดนี้จะอยู่กับธนาคารขนาดใหญ่ บางแห่งมีการตั้งทีมเซลส์เฉพาะกลุ่มวัดและองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรโดยเฉพาะ เพราะทุกแบงก์อยากได้เงินฝากที่ต้นทุนต่ำ จึงพยายามจะเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในลูกค้ากลุ่มนี้” แหล่งข่าวเปิดเผย







