
ญี่ปุ่นมุ่งลงทุนอาเซียนดักตลาดหลังเปอดเออีซี
เวลานี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังเนื้อหอมมาก หลังจากประกาศจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เวลานี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังเนื้อหอมมาก หลังจากประกาศจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ทำให้นักลงทุนจากหลายประเทศรุกคืบขยายการลงทุนมาในกลุ่มอาเซียน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ครองแชมป์นักลงทุนอันดับ 1 ในไทยก็มีนโยบายขยายฐานการลงทุนเข้ายังกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงทั้งในเรื่องวัตถุดิบและค่าแรง
เซยะ ซูเคะกาว่า ผู้แทนจากองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กล่าวว่า นักลงทุนญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนมายังกลุ่มประเทศอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากมองว่าหากเปิดเออีซีจะส่งผลให้ภูมิภาคอาเซียนมีขนาดเศรษฐกิจและตลาดที่ใหญ่ขึ้น การเข้าไปลงทุนเป็นรายแรกๆ จะช่วยให้ญี่ปุ่นสามารถดักตลาดที่มีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น สอดคล้องกับนโยบายที่ญี่ปุ่นต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ปัจจุบันญี่ปุ่นลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน 40% ของการลงทุนทั้งหมดและรูปแบบจะเปลี่ยนไป เพราะเมื่อมีการเปิดเออีซีจะทำให้ญี่ปุ่นสามารถเลือกลงทุนได้ตามแหล่งวัตถุดิบที่มีในแต่ละประเทศ ทำให้ช่วยลดต้นทุนและกระจายความเสี่ยงในรูปแบบต่างๆ ได้
ภาพการปรับตัวของนักลงทุนญี่ปุ่นที่เริ่มเห็นแล้ว เช่น บริษัท นิเด็ค อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขณะนี้ได้ขยายฐานการลงทุนเข้าไปยังปอยเปต ประเทศกัมพูชา บริษัท ไทยยาซากิ ผู้ผลิตสายพานรถยนต์ ย้ายเข้าไปยังเกาะกง ประเทศกัมพูชา และบริษัท นิคอน ผู้ผลิตอุปกรณ์กล้อง ขยายการลงทุนเข้าไปยังแขวงสะหวันนะเขต ประเทศลาว เพื่อลดจุดอ่อนและกระจายความเสี่ยงเรื่องค่าแรงของไทย ขณะที่บริษัทในประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางเครือข่ายสินค้าในภูมิภาคนี้แทน
บงกช อนุโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักการตลาดเพื่อการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอเชื่อมั่นว่านักลงทุนญี่ปุ่นยังสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอยู่ แต่ปัญหาเรื่องแผนการป้องกันน้ำท่วม ค่าแรง และเสถียรภาพทางการเมือง ทำให้ญี่ปุ่นอาจจะมีการกระจายความเสี่ยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นในลักษณะไทยแลนด์พลัสวัน เหมือนกับที่ญี่ปุ่นเคยลงทุนในจีนแล้วกระจายความเสี่ยงเข้ามายังไทยในหลายปีที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มที่จะขยายการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยมากขึ้นด้วย จึงน่าจะเป็นโอกาสดีของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยที่จะได้ร่วมธุรกิจหรือขยายกิจการเพื่อรองรับความต้องการในส่วนนี้เพิ่ม
อุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอตั้งเป้าไว้ดึงดูดการลงทุนจากญี่ปุ่น เช่น อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักรกล ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และไฟฟ้า พลังงานทดแทน และอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น และลดการใช้แรงงานลง
ด้าน เนตรนภา ยาบุชิตะ อาจารย์จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ญี่ปุ่นจะมองเอเชียเป็นโรงงานผลิตของโลก เป็นตลาดผู้บริโภคของโลก โดยญี่ปุ่นตั้งเป้าจะเป็นผู้นำด้านความรู้ จึงมุ่งขยายธุรกิจด้านบริการเข้ามายังอาเซียนมากขึ้น ทำให้ไทยอาจจะได้ประโยชน์ เนื่องจากมีศักยภาพทั้งในเรื่องของฝีมือแรงงานและทำเลที่ตั้ง โดยอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่มีแนวโน้มขยายเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น เช่น ธุรกิจขนส่ง คอนเทนต์ ภาพยนตร์ แอนิเมชั่นและซอฟต์แวร์เกม ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม ธุรกิจคอนวีเนียนสโตร์และค้าปลีก ธุรกิจการศึกษาและธุรกิจอีคอมเมิร์ซ เป็นต้น







