
คิวอี 3 กับเศรษฐกิจไทย
ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่าจะชะลอปริมาณเงิน เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากมาตรการ QE 3 โดยจะเริ่มลดปริมาณเงินในช่วงสิ้นปี 2556 และจะยกเลิกทั้งหมดในกลางปี 2557 แถลงการณ์ของ FED ซึ่งอ้างว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ โดยไม่ต้องอาศัยเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่อนข้างขัดแย้งกับความรู้สึกของนักลงทุน ซึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวในระดับที่จะยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล เห็นได้จากอัตราการว่างงานยังอยู่ที่ระดับสูง ถึงร้อยละ 7.6 จากที่คาดการณ์ว่ากลางปีนี้การว่างงานจะอยู่ที่ร้อยละ 6
ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากธนาคารกลางสหรัฐหรือ FED ออกแถลงการณ์ชัดเจนว่าจะชะลอปริมาณเงิน เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ จากมาตรการ QE 3 โดยจะเริ่มลดปริมาณเงินในช่วงสิ้นปี 2556 และจะยกเลิกทั้งหมดในกลางปี 2557 แถลงการณ์ของ FED ซึ่งอ้างว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้ โดยไม่ต้องอาศัยเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ค่อนข้างขัดแย้งกับความรู้สึกของนักลงทุน ซึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจของสหรัฐยังไม่ฟื้นตัวในระดับที่จะยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยเงินกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาล เห็นได้จากอัตราการว่างงานยังอยู่ที่ระดับสูง ถึงร้อยละ 7.6 จากที่คาดการณ์ว่ากลางปีนี้การว่างงานจะอยู่ที่ร้อยละ 6
แถลงการณ์ของ FED ส่งผลต่อปฏิกิริยาตอบสนองความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก สะท้อนจากราคาหุ้นทั่วโลกในช่วงปลายสัปดาห์ดิ่งลงอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยหุ้นของสหรัฐร่วงลงเฉลี่ยร้อยละ 2.3-2.5 รวมทั้งหุ้นของไทยก็ร่วงลงในอัตราใกล้เคียงกัน ในขณะที่สินค้าโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ก็มีราคาลดลง เช่น น้ำมันเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดีย (WTI) ลดลง 2.84 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือร้อยละ 2.89 น้ำมันดูไบลดลง 1.89 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล หรือร้อยละ 1.83 ราคาทองคำในตลาดทองของไทยปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ร่วงลงร้อยละ 4.1 และมีแนวโน้มว่าจะลดลงต่อเนื่อง ปฏิกิริยาของตลาดในลักษณะที่ทั้งหุ้น ตลาดทองคำ และตลาดโภคภัณฑ์ เช่น น้ำมัน ลดลงพร้อมกัน ไม่ค่อยปรากฏให้เห็นได้ง่ายๆ แสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า นักลงทุนไม่ค่อยเชื่อมั่นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐอย่างเป็นนัย
กรณีของไทย ซึ่งเศรษฐกิจและการเงินผูกพันอยู่กับตลาดโลก ปฏิกิริยาของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเงินดอลลาร์สหรัฐอยู่ในระดับสูงเพื่อโยกเงินกลับไปสหรัฐ ส่งผลต่อกระแสเงินไหลออก และกดดันให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทอ่อนค่า จนทะลุไปอยู่ที่ระดับ 31.032 บาทต่อเหรียญสหรัฐ (อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 20 มิ.ย. 2556) หากเทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทช่วงปลายปีที่แล้ว เงินบาทขณะนี้อ่อนค่าร้อยละ 1.74 จากที่เคยแข็งค่าสูงสุดเมื่อกลางเดือน เม.ย. ที่ร้อยละ 7.2 เห็นได้ว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทผันผวนแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
คำถามว่า ทิศทางของเงินบาทจากนี้ไปจะไปทิศทางไหน เรื่องนี้คงยากที่จะคาดการณ์ได้ เพราะล้วนเป็นปัจจัยภายนอกทั้งสิ้น แต่ถ้าพิจารณาจากข้อคิดเห็นที่ประมวลจากผู้รู้หลายฝ่าย การส่งสัญญาณของ FED ครั้งนี้จะก่อให้เกิดกระแสเงินไหลกลับเข้าไปในที่ปลอดภัย คือ ประเทศสหรัฐนั่นเอง ทำให้ความต้องการเงินดอลลาร์มีสูง ซึ่งจะกดดันให้เงินสกุลต่างๆ ที่อ้างอิงกับเงินดอลลาร์อ่อนค่า เห็นได้จากอัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลต่างๆ ของภูมิภาค ก็อ่อนค่าลงในอัตราใกล้เคียงกับเงินบาทไทย โดยคาดการณ์ว่า กระแสเงินไหลออกคงมีต่อไปตราบเท่าที่นักลงทุน (ต่างชาติ) จะยังคงมีการปรับพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนจากนี้ไปยังคงมีความผันผวน
กรณีนี้ทั้งรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องเตรียมทำการบ้านในการรับมือกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการรักษาความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับภูมิภาค เพราะเงินบาทที่อ่อนค่ามากเกินไปก็จะส่งผลต่อต้นทุนการผลิต เช่น ต้นทุนการกู้เงินนอกประเทศ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมทั้งความเสี่ยงที่จะมีอัตราเงินเฟ้อที่สูง จนในที่สุดต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ด้านการส่งออก แม้เงินบาทจะอยู่ในทิศทางอ่อนค่า แต่เงินสกุลอื่นๆ ของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคก็อ่อนค่าใกล้เคียงกัน คงไม่ได้ทำให้เกิดการได้เปรียบมากน้อยกว่ากัน อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจของจีนชะลอตัวลง และคงต้องติดตามผลกระทบกำลังซื้อของประเทศจีน หลังจากที่ธนาคารกลางของประเทศจีนปฏิเสธที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเหมือนอย่างที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้คงเป็นความท้าทายของเศรษฐกิจไทย ภายใต้ความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ซึ่งคงกระทบต่อภาคการผลิตและประชาชนอย่างแน่นอน







