
กลุ่มหลักทรัพย์กำไรไตรมาส 2ชะลอตัว
โดย...เอเชีย พลัส + กราฟ
โดย...เอเชีย พลัส + กราฟ
บล.เอเซียพลัสยังคงน้ำหนักการลงทุนกลุ่ม “น้อยกว่าตลาด” เนื่องจากคาดผลประกอบการน่าจะทำจุดสูงสุดไปในงวดไตรมาส 1 และงวดถัดๆ ไปน่าจะลดลงหรือแค่ทรงตัว ขณะที่ราคาหุ้นแต่ละตัวต่างปรับตัวขึ้นมารับปัจจัยบวกไปแล้ว (อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของกลุ่ม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน เพิ่มขึ้นราว 60%) ทำให้ระยะสั้น แนะนำเพียงแค่ ซื้อเก็งกำไรเฉพาะหุ้นที่ยังมีสัดส่วนราคาต่อกำไร( PER )ต่ำ และจ่ายเงินปันผลสูง โดยฝ่ายวิจัยใช้วิธีประเมินมูลค่าหุ้นปี 2556 อิง PERแบบอนุรักษ์นิยมที่ระดับ 1012 เท่า (พร้อมใช้การพิจารณามูลค่าเหมาะสมของปี 2557 ประกอบ)
นอกจากนั้นยังแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” MBKET (มูลค่าที่เหมาะสม 32.81บาท) และบล.เคจีไอ(ประเทศไทย) KGI(มูลค่าที่เหมาะสม4.00บาท) ที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลสูงถึง11% และ “ซื้อเก็งกำไร“UOBKH (มูลค่าที่เหมาะสม7.62บาท) จากข้อดีที่กล่าวข้างต้น อีกทั้งมี สัดส่วนราคาต่อกำไรที่คาดหวัง ปี 2556ต่ำเพียง 6 เท่า
บล.เอเชีย พลัสคาดการณ์อัตราเติบโตกำไรต่อหุ้นหรือ EPS Growth ของตลาดปี 2556 เติบโต 23% หนุนให้มูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทย (ไม่รวม PropTrade) งวดไตรมาสแรกของปีนี้ อยู่ที่เฉลี่ยวันละประมาณ5.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 115.5%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 75.4%จากไตรมาสแรกขณะที่มูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังทรงตัวอยู่ได้ในระดับสูงเฉลี่ยวันละ 5.4 หมื่นล้านบาท
ส่งผลบวกกับรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์โดยตรง เนื่องจากเป็นรายได้หลักของ บล.คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 6080%ของรายได้รวม ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ ก็มีเติบโตสอดคล้องไปกับสภาวะตลาดที่ดีเช่นกันกำไรกลุ่มหลักทรัพย์งวดไตรมาส 1 ดีเกินคาด เพิ่มขึ้นถึง 224.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากผลบวกดังกล่าวข้างด้น ส่งผลให้กำไรสุทธิในงวดไตรมาส 1 ของหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ทั้งกลุ่มเติบโตอย่างมาก โดยเพิ่มขึ้นถึง 224.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 151.0%จากไตรมาสแรก โดย
บล.ที่มีกำไรสุทธิเติบโตมากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม คือบล.โกลเบล็กซ์ ( GBX) (+1792%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน),บล.ฟินันเซียไซรัส( FSS )(+457%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)บล.ทรีนีตี้(TNITY) (+353%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) บล.โนมูระ( CNS) (+309%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน)บล.คันทรีกรุ๊ป(CGS) (+284%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน), และบล.ยูโอบีเคย์เฮียน( UOBKH) (+259%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามลำดับ
ธุรกิจนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ รายได้ค่านายหน้าค้าหลักทรัพย์ในงวดไตรมาส 1ปี2556ของทั้งกลุ่ม เพิ่มขึ้น118.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 88.8%จากไตรมาสแรกโดยบางบริษัทมีอัตราการเติบโตของค่านายหน้ามากกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เป็นผลมาจาก
ประการแรก ส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน (GBX เพิ่มขึ้น 0.97%, CGSเพิ่มขึ้น 0.81%, MBKET เพิ่มขึ้น 0.54%, TNITY เพิ่มขึ้น 0.21% และ UOBKH เพิ่มขึ้น 0.12%)
ประการที่สอง อัตราค่าคอมมิชชันสุทธิ (ไม่รวม PropTrade) ในงวดไตรมาส 1 เฉลี่ยทั้งกลุ่ม อยู่ที่ 0.150% ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 0.004% โดยพบว่ามีเพียงแค่บล.เคจีไอ(ประเทศไทย)( KGI) MBKET และ UOBKH เท่านั้น ที่มีอัตราค่าคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น (KGI +0.013%, MBKET +0.002%, UOBKH +0.001% ตามลำดับ)
ฝ่ายวิจัยบล.เอเชีย พลัสเชื่อว่าอัตราค่าคอมมิชชันสุทธิ (ไม่รวม PropTrade) ของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ในปี2556 จะมีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลงจากปีก่อนหน้าไม่มากนัก เนื่องจากได้ปรับตัวลดลงมามาก ระหว่างช่วงการปรับตัวจากการเปิดเสรีค่าคอมมิชชั่น ตั้งแต่ต้นปี 2555ธุรกิจนายหน้าซื้อขายสัญญาล่วงหน้า
ในปี 2556 คาดว่าความนิยมในการซื้อขายตราสารอนุพันธ์มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีก่อนหน้า จากการที่ตลาดอนุพันธ์ปรับปรุงและพัฒนาสินค้าในช่วงปลายปี 2555 เช่น การเพิ่มสัญญา SET50 Futures ระยะสั้นรายเดือน จากเดิมที่มีเพียงรายไตรมาส อีกทั้งตลาด TFEX ยังเพิ่มความน่าสนใจใน Single Stock Futures ด้วยการปรับเพิ่มจำนวนถือครองสูงสุด (Position Limit) ได้เกินกว่า 2หมื่น สัญญาตามประกาศของตลาด จากเดิมที่ถือครองสูงสุดได้ไม่เกิน 2หมื่น สัญญาเท่านั้น โดยเริ่มใช้ตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.2556 เป็นต้นมา อีกทั้งผลจากเพิ่มขึ้นของดัชนีตลาด ในช่วงปีที่ผ่านมาทำให้มีผู้สนใจซื้อขายใน SET50 Futures และ Single Stock Futureเพื่อสร้างผลกำไรแทนการลงทุนในหุ้นรายบริษัท
ส่งผลให้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยรวมทุกประเภทสินค้าในงวดไตรมาส 1 อยู่ที่ระดับ 7.71 หมื่นสัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 119.7%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 75.1%จากไตรมาส1ย่างไรก็ตาม การเติบโตของรายได้ในส่วนนี้อาจจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นตามปริมาณสัญญาที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นการเพิ่มขึ้นของสัญญา Single Stock Future ซึ่งคิดค่านายหน้าถูกกว่า
สัญญา SET50 Future และ Gold Future ประกอบกับความนิยมในการลุงทุนทองคำเริ่มชะลอตัวลงจากความผันผวนของราคา และแนวโน้มราคาทองคำที่กำลังเปลี่ยนเป็นขาลง (ลดลง 17.8% นับจากต้นปี) กดดันให้ บล.ที่เน้นให้บริการเฉพาะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าทองคำอย่างGBX มีส่วนแบ่งการตลาดโดยรวมลดลงจาก 9.94% ในงวดไตรมาส1ปี2555 เหลือ 5.2% ตรงข้ามกับ KGIบล.เอเชีย พลัส( ASP )และ TNITY กลับมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าโดยเฉลี่ยของทั้งกลุ่ม เติบโตขึ้นเพียงแค่ 8.6%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนแบ่งตลาดซื้อขายสัญญาล่วงหน้ากำไรจากพอร์ตลงทุนของบริษัท ในงวด ไตรมาส1 ดัชนีตลาดหุ้นไทย ปิดที่ระดับ 1,561 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก ณ สิ้นปีก่อน 12.2% ส่งผลให้กำไรจากพอร์ตลงทุนของบริษัทหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ปรับตัวดีขึ้นตาม
ขณะที่แนวโน้มในงวดไตรมาส 2 หลังดัชนีขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 1,643 เพิ่มขึ้น 5.25% จากสิ้นงวดไตรมาส 1ก็เกิดแรงเทขายจากความกังวลของนักลงทุนต่างชาติต่อการยกเลิกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ส่งผลให้ดัชนีปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดไปแล้วกว่า 172 จุด ลดลงถึง 10.5%ส่งผลให้กำไรจากพอร์ตลงทุนในงวด ไตรมาส2 มีแนวโน้มลดลง หรือหากเลวร้ายสุดอาจถึงขั้นขาดทุน
อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยบล.เอเซียพลัสคาดว่าเป้าหมายของดัชนีตลาด ในปี 2556 ที่ 1,570 จุด อิง สัดส่วนราคาต่อกำไร(PER) 15 เท่า
ธุรกิจวาณิชธนกิจ เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่คาดเติบโตสูงในปีนี้
ทั้งนี้จากข้อมูลปี2555 พบว่า มีหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ จำนวน 24 หลักทรัพย์ หุ้นที่เข้าจดทะเบียนในตลาดฯ ในปี 2555 ล้วนให้ผลตอบแทนที่ดีแก่นักลงทุน โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยจากราคาIPO เทียบกับราคาปิดในวันแรกที่เข้าเทรดประมาณ 105.5% ส่วนในปี 2556 คาดว่าจะมีหุ้นที่เสนอขายประชาชนครั้งแรก( IPOs) เข้าจดทะเบียนในตลาดอย่างต่อเนื่อง จำนวนราว 3040 บริษัท และในจำนวนนี้คาดว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ในงวดไตรมาส 1 ที่ผ่านมามีหุ้น IPOs เข้าซื้อขายในตลาดทั้งสิ้นจำนวน 5 บริษัท ส่งผลให้หลาย บล.มีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากการเป็นที่ปรึกษาและผู้รับประกันการจัดจำหน่ายเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้คาดว่าตั้งแต่งวดไตรมาส 2ไปจนถึงปี 2557 จะมีบริษัททยอยเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อีกเป็นจำนวนมาก ซึ่ง ณ ปัจจุบันมีอยู่ 26 บริษัท ที่ยื่นขอกระจายหุ้น(ไฟลิง)กับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์( กลต. )ไว้แล้วอย่างไรก็ตาม หากปีหน้าสภาพตลาดไม่ดีอย่างที่คิด ก็มีโอกาสที่หลายบริษัทอาจเลื่อนการนำหุ้นเข้าตลาด
แนวโน้มกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2ปี2556 คาดว่ามีโอกาสปรับตัวลดลง จากไตรมาสแรก แต่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากมูลค่าการซื้อขาย (ไม่รวม PropTrade) ณ สิ้นงวดไตรมาส 1 ถึงปัจจุบัน (QTD) ยังอยู่ในระดับสูงราว 5 หมื่นล้านบาทต่อวัน แม้จะลดลง 13.4%จากไตรมาสแรก เพราะเป็นไตรมาสที่มีวันหยุด ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่ก็ยังเพิ่มขึ้น 100.2%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่การปรับฐานอย่างรุนแรงของดัชนีตลาดฯ จะเป็นตัวกดดันกำไรพอร์ตลงทุนให้ลดลง หรือเลวร้ายสุดอาจขาดทุน แต่รายได้จากงานวาณิชธนกิจ จะเข้ามาช่วยพยุงไว้ได้บางส่วน อย่างไรก็ตามคาดว่ากำไรครึ่งปีหลังมีโอกาสทรงตัวจากงวดไตรมาส 2และมองการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดฯจะเป็นลักษณะผันผวน แต่เนื่องจากกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตดีจะทำให้ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจลงทุนในเชิงพื้นฐานอยู่ปรับประมาณขึ้นการสะท้อนแนวโน้มกำไรปี 2556 สูงกว่าคาด
หากพิจารณา มูลค่าการซื้อขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน (YTD) ยังทรงตัวในระดับสูงเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าวันละ 5.4 หมื่นล้านบาท นับว่าเป็นระดับที่สูงเกินกว่าคาดไว้มาก และคาดช่วงที่เหลือของปี มูลค่าการซื้อขายน่าจะสามารถยืนเหนือ 4 หมื่นล้านบาทต่อวันได้
ดังนั้นจึงกำหนดสมมติฐานใหม่ตามหลักอนุรักษ์นิยมให้มูลค่าการซื้อขาย (ไม่รวม PropTrade) เฉลี่ยทั้งปี 2556 เพิ่มขึ้นจากเดิม 2.8 หมื่นล้านบาทต่อวัน เป็นเฉลี่ยที่ 4.5 หมื่นล้านบาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้น 61%ส่วนปริมาณการซื้อขายสัญาล่วงหน้า (YTD) ณ ปัจจุบัน เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ราว 7.5 หมื่นสัญญาต่อวัน เกินกว่าคาดมาก และคาดว่าช่วงที่เหลือของปีมูลค่าการซื้อขายจะยืนเหนือ 6 หมื่นสัญญาต่อวันได้
ส่งผลให้ต้องปรับประมาณการเฉลี่ยทั้งปี 2556เดิมกำหนดราว 4.3 หมื่น เป็น 7 หมื่นสัญญาต่อวัน เพิ่มขึ้น 63%
นอกจากนี้ กำไรสุทธิงวด 1ของหุ้นกลุ่มหลักทรัพย์ที่ประกาศออกมา เติบโตขึ้น 224.9%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 75% ของประมาณการเดิมปี 2556 ทำให้คาดแนวโน้มผลประกอบการของ บล.ในปีนี้จะเติบโตมากกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดไว้ ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยต้องปรับประมาณการกำไรสุทธิกลุ่มหลักทรัพย์ในปี2556 ขึ้นจากเดิมราว 88% ภายใต้ประมาณการกำไรสุทธิของกลุ่มในปี 2556 จะเติบโตจา







