posttoday
รัฐแจงทำข้าวถุงโปร่งใส-จ่อบัญชีดำโรงสีพิจิตร

รัฐแจงทำข้าวถุงโปร่งใส-จ่อบัญชีดำโรงสีพิจิตร

23 มิถุนายน 2556

รัฐแจงทำข้าวถุงโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเตรียมขึ้นบัญชีดำโรงสี จ.พิจิตรหลังข้าวในโกดังหาย 8,000ตัน

รัฐแจงทำข้าวถุงโปร่งใสตรวจสอบได้ พร้อมเตรียมขึ้นบัญชีดำโรงสี จ.พิจิตรหลังข้าวในโกดังหาย 8,000ตัน

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ ร่วมรักษ์ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) ชี้แจงเรื่อง ความเสียหายจากโครงการข้าวถุงว่า อนุกรรมการระบายข้าวกำหนดระบายข้าว ปริมาณ 2.5 ล้านตัน สำหรับ 1. ข้าวบริจาค ฟรี ดำเนินการรัฐบาลทุกสมัย ระบายไปแล้ว 5,000 ตัน ซึ่งรัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณมาคืนโครงการ ทำให้ตัวเลขขาดทุนต้องต่ำกว่านี้

2. ระบายให้หน่วยงานรัฐบาล เช่น กรมราชทัณฑ์ ระบายควบคู่กับการจัดสรร ปริมาณให้สำหรับกรณีเกิด ภัยพิบัติ เป็นข้าว 4 กก.ให้ส.ส.ทุกคนจะมีโควต้า เพื่อขอข้าวเมื่อเกิดภัยพิบัติ คนละ 2,000 ถุงต่อคน มีบัญชีแจ้งเข้ามาว่าจังหวัดใดบ้างขอไว้ ธงฟ้า หรือข้าวที่ใช้ในเรื่องนโยบายลดค่าครองชีพประชาชน ทั้งหมดกรอบอนุมัติ 2.535 ล้านตัน มีข้าวออกไปแล้ว

อคส.ดำเนินการทั้งหมดในวันที่ 31 พ.ค. เอาข้าวออก 5.58 แสนตัน เอาไปทำ 3 ส่วนคือ ข้าวถูกใจ มีตราถูกใจ โดยอคส.ปรับปรุง ส่งได้เฉพาะโครงการแรก ถึงวันที่ 31 มี.ค. ส่งให้ร้านถูกใจโดยตรง ข้าวสาร 4 แสนถุง ข้าวเหนียว 1 แสนถุง ข้าวถูกใจ 4 หมื่นกว่าตัน โครงการสิ้นสุด เงินเหลือ 100 กว่าล้านบาท เพื่อทำให้ร้านถูกใจยั่งยืน จากเดิมมีต้นทุนค่าขนส่งสูงมาก จากการส่งของให้ร้าน 6,000 แห่ง จึงคุยกับร้านที่เหลือ ผ่านการบอกให้มารับข้าวที่ศูนย์กระจายสินค้าเอง เพิ่งดำเนินการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เงื่อนไข 70 บาทต่อถุง ผู้ขายได้ส่วนต่าง 3.50 บาทต่อถุง ข้าวออกไปประมาณ 2 หมื่นกว่าถุง ซึ่งหยุดโครงการไปตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. ดังนั้นจึงไม่มีข้าวอยู่ในตลาด

ส่วนอคส.ดำเนินการเอง 5 แสนตัน ขายในราคา 70 บาท กำลังตรวจสอบข้อมูลจากอคส.

"ข้าวถุง ข้าวบริจาค ข้าวลดค่าครองชีพ 5 แสนตัน ณ 31 พ.ค. ทุกโครงการมีตัวเลขตรวจสอบได้ และผู้ค้าร้านถูกใจชำระค่าข้าวไปเท่าใด และส่วนอื่นๆ ปล่อยให้เป็นอคส.ดำเนินการกำลังตรวจสอบ"น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าว

จ่อขึ้นบัญชีดำโรงสีจ.พิจิตร

น.ส.วิบูลย์ลักษณ์ กล่าวถึงการตรวจสอบพบข้าวในโกดังที่จังหวัดพิจิตร ซึ่งหายไปกว่า 8,000 ตัน ว่าเป็นการตรวจสอบเป็นประจำของอนุกรรมการจังหวัด ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สั่งให้มีการตรวจสอบโกดังและโรงสี และให้รายงานเป็นประจำทุกเดือน เพื่อดูว่าตัวเลขตรงกับที่ได้ประมาณการไว้หรือไม่ โดยการตรวจพบการทุจริตที่โรงสีในจังหวัดพิจิตรนั้น จะมีการดำเนินคดีให้ถึงที่สุดและขึ้นบัญชีดำโรงสีดังกล่าวต่อไป

"โรงสีในจังหวัดพิจิตรดังกล่าวนั้นเคยพบว่ามีการกระทำผิดมาก่อนหน้านี้แล้ว รวมทั้งได้ขึ้นบัญชีดำไปก่อนหน้าแล้ว แต่เมื่อเขาสามารถแก้ไขตัวเองเสร็จ ก็ได้มายื่นเข้าโครงการใหม่อีกรอบ ดังนั้นจึงจะมีการดูหลักเกณฑ์ใหม่ว่าหากเป็นในลักษณะนี้ จะขึ้นบัญชีดำและไม่ให้เข้าร่วมโครงการได้อีก แม้จะแก้ไขได้แล้วก็ตาม"น.ส.วิบูลย์ลักษณ์กล่าว

สำหรับคณะอนุกรรมการตรวจสอบสต็อกข้าวที่มีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ เป็นที่ปรึกษานั้น จะเริ่มตรวจทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย.2556 นี้ ซึ่งจะมีตำรวจเข้ามาร่วมตรวจสอบ รวมทั้งน.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ที่นะร่วมทีมตรวจสอบด้วย

“ณัฐวุฒิ”แฉแอบขายข้าว3.5ล้านตัน

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.พาณิชย์ ชี้แจงสภาว่า รัฐระบายแค่ 7.07ล้านตันแสดงว่าอาจมีการแอบขายข้าวนอกระบบ 3.5 ล้านตัน ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ปิดบัญชีนาปี2555/2556 ไม่ได้ เพราะมีข้าวเปลือกไม่ลงบัญชี 2.5 ล้านตันข้าวสาร จึงน่าจะมีการแอบข้าวข้าวเปลือกในโครงการ และการที่คณะอนุกรรมการกำกับดูแลฯเปลี่ยนกติกาไม่ต้องส่งสีแปรสภาพใน 7วันถ้าโรงสีมีข้าวเปลือกมาก เป็นการเปิดโอกาสให้มีการนำข้าวจากเพื่อนบ้านมา มาส่งโกดังกลางแทนข้าวในประเทศ 1 ล้านตัน

"ทีดีอาร์ไอ"ตีเหตุบัญชีปิดไม่ลง

นายนิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปัญหาการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ประเด็นหลักอยู่ที่รัฐบาล ที่ไม่เปิดเผยข้อมูลการระบายข้าวอย่างโปร่งใส โดยตั้งข้อสังเกตถึงกรณีที่ไม่มีการลงบัญชีข้าวนาปี 2555/2556 จำนวน 2.5 ล้านตันได้ เพราะเกิดปัญหาการระบายข้าวที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาล

ขณะที่การปรับลดราคาจำนำข้าว ทำให้เกษตรกรมีรายได้ลดลง ซึ่งการปรับราคาจำนำดังกล่าวเป็นเพียงการปรับราคาให้ใกล้เคียงกับกลไกราคาของเอกชน ที่จะช่วยให้ข้าวเข้าโครงการลดลง และจะช่วยลดงบประมาณของรัฐบาลลงเท่านั้น แต่ไม่สามารถช่วยป้องกันการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวที่มีการทุจริตในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการระบายข้าว ที่มีนักการเมือง และผู้มีอิทธิพล มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งรัฐบาลปกปิดข้อมูลสาธารณชน ทั้งปริมาณ ราคา และผู้ซื้อ

พร้อมกันนี้ยังเสนอแนะให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการเปิดประมูลข้าวในสต็อกอย่างโปร่งใสและหาวิธีช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรง แทนการรับจำนำข้าว ซึ่งหากรัฐบาลไม่มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จะทำให้เกษตรกรออกมาชุมนุมอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม การลดราคารับจำนำจะเป็นการแก้ปัญหาให้สามารถมีเงินดำเนินโครงการจำนำต่อไป เพราะรัฐบาลกำลังไม่มีเงินที่จะดำเนินโครงการต่อไป จากเดิมที่
วางแผนไว้ว่าจะต้องดำเนินโครงการนานถึง 4 ฤดูกาล

ทั้งนี้ การลดจำนวนเงินในโครงการแต่ไม่ได้ลดผลประโยชน์โรงสี โกดังและเจ้าหน้าที่รัฐ

นอกจากนี้รัฐบาลก็ยังไม่เปิดข้อมูลการขายข้าว ทำให้แม้จะลดราคารับจำนำแต่ในทางปฎิบัติจริงจะสามารถลดการขาดทุนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ส่วนที่มีการแอบขายข้าวกัน ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีทีท่าการแก้ปัญหาทุจริต โดยเฉพาะการขายข้าวที่ใช้อำนาจระดับสูงในการตัดสินใจแต่ละครั้ง หากรัฐบาลมีความจริงใจควรเปิดระบายอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ เพราะช่องทางการระบายเป็นการทุจริตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของกระบวนการ

นายนิพนธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาการทุจริต ซึ่งควรเข้มงวดในการสีแปรสภาพภายใน 7 วันเพราะที่ผ่านมามีการอนุญาตให้บางโรงสีใช้เวลาสีแปรสภาพนานเกิน 7 วัน เพื่อป้องกันไม่ให้โรงสีมีเวลานำข้าวสารราคาถูกจากส่วนอื่นไปส่งมอบแทนหรือไม่จำเป็นต้องส่งมอบ โดยเฉพาะข้าวจากเพื่อนบ้านซึ่งเป็นไปตามการอนุมัติให้นำเข้าข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านซึ่งมีราคาถูกกว่ามาส่งมอบแทน ซึ่งรัฐบาลไม่เปลี่ยนวิธีขายข้าวไม่โปร่งใสที่เป็นต้นตอสำคัญของการทุจริตระดับสูง และ การขาดทุนทำไมไม่ลงบัญชีข้าวเปลือกนาปี 2555/2556 จำนวน 2.5 ล้านตันใน 3 ฤดู คือนาปี2554/2555 นาปรัง 2555 นาปี 2555/2556 มีผลผลิตข้าวสาร 39.68 ล้านตัน จำนำ 22.53 ล้านตันข้าวสาร เหลือในตลาด 17.15 ล้านตัน แต่บริโภคและส่งออก 26.1 ล้านตัน ตลาดจึงต้องการข้าวอีก 8.952 ล้านตัน บวกสต๊อกในมือเอกชน 1.5 ล้านตัน

นายเกียรติ สิทธิอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แนวคิดการรับจำนำในราคาที่สูงซึ่งมีการแถลงในสภา และพูดชัดเจนว่าจะยกระดับราคาทั้งโลกให้แพงขึ้น นั้นไม่สามารถทำได้ เพราะทั้งโลกซื้อขายข้าวปริมาณ 30 ล้านตัน และมีผลผลิตรวม 600-700 ล้านตัน แต่ไทยส่งออกเพียง 10 ล้านตัน ผลิตปีละ 20 ล้านตันทำให้ไม่สามารถดึงราคาข้าวทั้งโลกให้สูงขึ้นได้

สำหรับชาวนาก็พบว่าได้ประโยชน์จากโครงการน้อยมาก จากรายงานราคาข้าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า ทั้งปีราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง ไม่กี่พันบาท หรือบางช่วงเพิ่มขึ้นเพียงหลักร้อยบาท ให้ชาวนามีรายได้เพิ่มขึ้นไม่มาก ขณะที่โครงการขาดทุนไปแล้วหลายแสนล้านบาท

"เรื่องนี้ พรรคได้ยื่นให้ ปปช.ไปตรวจสอบแล้ว หน้าที่ของเราคือชี้ตัวว่าผู้ร้ายอยู่ตรงไหน อยากให้เราไปจับด้วย ต้องไปเร่งปปช. ตอนนี้ลดราคาแล้วได้อะไร คนที่เสียหายอย่างเดียวคือ เกษตรกร เพราะราคาที่ขายได้โดนทอนออกไป ทั้งที่ต้นทุน ค่าเช่าที่นาเพิ่มขึ้น”นายเกียรติ กล่าว

สำหรับการระบายข้าว ช่วงที่ผ่านมา ปีนี้มีการส่งออกไป 1.99 ล้านตันส่งออกไปแล้ว ถือว่าต่ำมาก เพราะไทยไม่สามารถส่งออกได้ ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะพ่อค้าแต่เป็นปัญหาของรัฐบาลด้วย เมื่อรับจำนำทุกเมล็ด ก็จะต้องหาที่เก็บทุกอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้แต่ไม่ให้ข้อมูลแล้วจะตรวจสอบอย่างไร เข้าใจข้าราชการ แต่ฝ่ายการเมืองน่าจะมีอะไรบางอย่างจึงไม่เคยมีเจ้าหน้าที่มาประชุมกับฝ่ายตรวจสอบ

ทั้งนี้ยกตัวอย่าง ออกหนังสือเรียก องค์การคลังสินค้า (อคส.) 6 ครั้งไม่มาเลยเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีต้องตรวจสอบ การขายข้าวแบบ จีทูจี ถ้าเป็นส่วนที่กำลังเจรจายอมรับให้เป็นความลับได้ แต่เมื่อซื้อขายเสร็จ ต้องประกาศ และเมื่อสอบถามจะได้คำตอบว่าเป็นเพียงการทำเอ็มโอยู ซึ่งเป็นรูปแบบที่ไม่มีความผูกพันทางการค้ากันเลย เมื่อการระบายข้าวมีปัญหาไม่โปร่งใสจึงเป็นที่มาของภาระขาดทุนมหาศาล

พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี สว.สรรหา กล่าวว่า การระบายข้าวมีปัญหามาก กรณี
ระบายข้าวราคาถูกเพื่อช่วยเหลือประชาชน มีความไม่โปร่งใส มีการอนุมัติแล้ว 2.5 ล้านตัน ผลิตเป็นข้าวถุง 500 ล้านถุง ผ่าน 3 ช่องทางได้แก่ ช่องแรก ร้านถูกใจของกระทรวงพาณิชย์ให้ขายข้าวถุง 5 กก.ถุงละ 70 บาท ช่องสอง ร้านถูกใจและงานธงฟ้าจังหวัดต่างๆ โดยกรมการค้าภายใน เป็นแม่งาน ซึ่งมีข้าวถุงขายบ้างแต่ไม่มาก และช่องที่ที่สามคือเอาข้าวจำนวนนี้ไประบายช่องทางร้านค้าทั่วไป ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายของการดำเนินโครงการเพื่อลดค่าครองชีพประชาชน

ทั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบพบว่า มี 3 บริษัทที่เข้าไปทำสัญญาซื้อข้าวปริมาณดังกล่าวจากองค์การคลังสินค้า(อคส.) แต่ไม่ได้ส่งมอบตามเป้าหมายของรัฐบาล ทำให้เอกชน มีส่วนต่างกำไรมูลค่า มากกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งนับเป็นความสูญเสียของรัฐจากการดำเนินโครงการรับจำนำเช่นกัน

“นี่เป็นเรื่องใหญ่ มากที่ข้าวถุงหายไป เป็นล้านๆตัน ซื้อจากตันละ 7.5 พันบาท จากตลาดราคา 1.5 หมื่นบาท ทำถุงขาย 80-90 บาท จาก 70 บาท เป็นการขาย มีส่วนต่างกำไรได้ 1.5-2 หมื่นล้านบาทเรื่องเหล่านี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบ เอาข้าวมาคืนให้ประชาชน”พล.ต.ทยุทธนา กล่าว

ทั้งนี้ โครงการ ร้านถูกใจเป็นโครงการที่ดี เดิมมีมากกว่า 1 หมื่นแห่ง ให้บริษัท ไปรษณีย์ ไทยส่งมอบสินค้าแต่ทำได้ไม่นาน และจึงเปลี่ยนให้บริษัทแห่งหนึ่งดำเนินการแทนกำหนดให้ ส่งเดือนละ 1 หมื่นตัน เท่านั้นโดยอ้างว่าไม่ให้ร้านถูกใจผ่าถุงและนำไปขายเกินราคาที่กำหนด เมื่อถามว่าส่งไปไหนบ้างก็ไม่ได้รับข้อมูล จึงใช้
กฎหมายเพื่อเรียกข้อมูลและจึงพบว่า ทั้งปี 2555 ส่งข้าวแค่ 6 หมื่นตัน เท่านั้น จึงบอกว่าข้าวหายไป

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ