
ชุดคุณหนู "ลอลลี" เมดอินยูเอสเอวันนี้มาแรง
อาจกล่าวได้ว่า นี่คือยุคเรอเนสซองซ์ของสินค้าเมดอินยูเอสเอก็ว่าได้
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
อาจกล่าวได้ว่า นี่คือยุคเรอเนสซองซ์ของสินค้าเมดอินยูเอสเอก็ว่าได้ เมื่อสภาพเศรษฐกิจแดนลุงแซมเริ่มพลิกฟื้นกลับมาดีขึ้นตามลำดับ หลังผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 มาได้ในอีก 5 ปีให้หลัง หลายครอบครัวเริ่มมีกำลังและความต้องการซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ที่เน้นการทำตลาดบนโซเชียลมีเดียอย่างใกล้ชิดเป็นกันเองกับชาวอเมริกัน
“ลอลลี วอลลี ดูเดิล” (Lolly Wolly Doodle) เสื้อผ้าหนูน้อยจากการตัดเย็บของแม่ นับเป็นตัวอย่างชั้นดีของเอสเอ็มอีขนาดเล็กที่ใช้การตลาดโซเชียลมีเดียซึ่งลงมือทำได้เองโดยไม่ต้องพึ่งพีอาร์ จนสามารถสร้างความสำเร็จและขยายเป็นธุรกิจที่มีเงินลงทุนถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐได้ในวันนี้ (เกือบ 600 ล้านบาท)
แบรนด์เสื้อผ้าอเมริกันรายนี้มีจุดเริ่มต้นจากในครัวเรือนอย่างแท้จริง เมื่อ แบรนดี เทมเปิล ชาวอเมริกันในเมืองเล็กซิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา ลงมือตัดเสื้อผ้าให้ลูกสาว 2 คนใส่เอง แต่ผ้าที่ซื้อมาเยอะเกินไปทำให้แม่บ้านรายนี้ตัดชุดเหลือจึงลองนำออกขายทางอีเบย์ เมื่อปี 2551 และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการหารายได้เสริมให้ครอบครัว
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนที่ทำให้เทมเปิลตัดสินใจเดินหน้าธุรกิจเสื้อผ้าเด็กอย่างจริงจัง เป็นเพราะสามีถูกเลย์ออฟ 2 ปีหลังจากนั้นท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ครอบครัวเทมเปิล จึงตัดสินใจเดินหน้าทำแบรนด์ ลอลลี วอลลี ดูเดิล ในปี 2553 บนเว็บไซต์อะเมซอน และเฟซบุ๊ก
นอกจากจะใช้เว็บไซต์โซเชียลมีเดียขยายตลาดและเข้าถึงลูกค้าแล้ว หัวใจของดอลลีที่ขายไปยังลูกค้าทั่วสหรัฐก็คือ ความเป็นแบรนด์เสื้อผ้าเด็กคุณภาพดีเมดอินยูเอสเอในราคาที่ทุกคนจับต้องได้ และไม่ได้จำกัดเฉพาะในกลุ่มนิชมาร์เก็ต เช่น การออกเซ็ตชุดเดรสสำหรับเด็กผู้หญิงให้เลือกหลายลวดลาย ในราคาเพียงชุดละ 29 เหรียญสหรัฐ (เกือบ 900 บาท)
ล่าสุด บริษัทยังสามารถระดมทุนอิสระจากนักลงทุนรายใหญ่อย่างกองทุน เรฟโวลูชัน โกรธ ของมหาเศรษฐีจากบริษัท เอโอแอล สตีฟ เคส เข้าร่วมลงทุนด้วยถึง 20 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยกองทุนรายใหญ่แห่งนี้แสดงความชื่นชมลอลลี วอลลี ที่เป็นเอสเอ็มอี เมดอินยูเอสเอ อย่างแท้จริง แต่สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ จนสามารถผลิตเสื้อผ้าคุณภาพในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งทำให้สามารถแข่งขันกับเสื้อผ้าราคาถูกที่ผลิตล็อตใหญ่จากโรงงานในต่างประเทศได้
การเพิ่มทุนครั้งนี้จะช่วยให้ลอลลี วอลลี สามารถขยายธุรกิจไปยังร้านค้าจริงนอกจากโลกออนไลน์ได้ จากเดิมที่เน้นการขาย 60% บนหน้าเว็บเฟซบุ๊ก และอีก 40% บนเว็บไซต์หลักและเว็บไซต์อื่นๆ โดยบริษัทมีแผนจะจ้างพนักงานเพิ่ม 100 คน เพื่อขยายกิจการที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และยังมีแผนที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีและการตลาดในเมืองใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูงอย่างมหานครนิวยอร์ก อีกด้วย
การตกแต่งเว็บหลักของลอลลีให้เต็มไปด้วยสีสันน่ารัก ดึงดูดทั้งเด็กๆ และพ่อแม่ พร้อมทั้งใช้เฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง ทำให้ลอลลี วอลลี ดูเดิล ได้รับเสียงตอบรับอย่างท่วมท้นแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะยังไม่ฟื้นตัวก็ตาม โดยดึงดูดแฟนเพจได้ถึงกว่า 5.8 แสนคน และสามารถสร้างรายได้ต่อปีมากถึงกว่า 10 ล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบ 300 ล้านบาท)
ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะเทมเปิล ไม่ได้เป็นผู้ประกอบการที่เน้นขายของอย่างเดียว แต่ยังเน้นสื่อสารกับผู้บริโภคที่เป็นพ่อแม่เหมือนกัน เปิดใจเล่าประสบการณ์ของตัวเองผ่านโซเชียลมีเดีย และยังยืดหยุ่น พร้อมรับฟังความเห็น และตัดชุดตามใจคนซื้อในราคาที่เป็นมิตร
“ถ้าลูกค้าถูกใจชุดเดรสสีเขียว แต่อยากได้สีแดงมากกว่า วันรุ่งขึ้น พวกเขาจะเห็นชุดสีแดงพร้อมวางขายบนหน้าเว็บทันที” เทมเปิล กล่าว







