
ชวนคนรุ่นใหม่เป็นชาวนา (วันหยุด)
เกษตรกรรมเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย แต่ปัจจุบันเป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจน้อย
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
เกษตรกรรมเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทย แต่ปัจจุบันเป็นอาชีพที่คนรุ่นใหม่ให้ความสนใจน้อย เนื่องจากมองว่าเป็นอาชีพที่เหนื่อย แถมทำแล้วยังจนมากกว่ารวยเสียอีก ส่งผลให้อนาคตแรงงานในภาคเกษตรมีแนวโน้มที่จะขาดและยากที่จะหาทายาทสืบต่อ
สุภชัย ปิติวุฒิ หัวหน้าเครือข่ายชาวนาวันหยุด เล่าว่า เมื่อชาวนาเจอภาวะเสี่ยง ไม่มีเงินทุนหมุนเวียนก็จะเกิดภาวะเป็นหนี้ สุดท้ายต้องขายที่นา อนาคตอาจเกิดปัญหาความมั่นคงทางด้านอาหารได้ ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดนำองค์ความรู้ของคนรุ่นใหม่เข้าไปผสมกับองค์ความรู้ของชาวนามืออาชีพ เน้นเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตข้าวที่เป็นต้นทุนการผลิตและพัฒนาศักยภาพชาวนา โดยคนรุ่นลูกจะเป็นตัวเสริมศักยภาพ
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังสามารถใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียที่มีอยู่เป็นช่องทางในการช่วยทำการตลาดแบบที่มีประวัติความเป็นมาให้ และการช่วยคิดออกแบบบรรจุภัณฑ์หรือการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ ซึ่งวิธีการเหล่านี้จะช่วยลดบทบาทของพ่อค้าคนกลางทำให้ชาวนามีรายได้เพิ่ม
“คอนเซปต์ของชาวนาวันหยุด คือ จับกลุ่มคนอายุ 2535 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และใช้เวลาทำในช่วงวันหยุดการทำงาน หรือ 1 ใน 3 ของเวลาทำงานประจำเท่านั้น” สุภชัย กล่าว
สำหรับองค์ความรู้สมัยใหม่ที่เข้าไปร่วมทำกับชาวนามืออาชีพ คือ การนำระบบการจัดการด้วยทฤษฎีเปียกสลับแห้ง (แกล้งข้าว) เพราะก่อนอื่นต้องเข้าใจธรรมชาติของข้าวว่า ข้าว 1 เมล็ด สามารถเลี้ยงตัวเองได้ 25 วัน ดังนั้นการปล่อยให้นาแห้งก็จะช่วยกระตุ้นให้ข้าวแตกกอมากขึ้น ผลผลิตก็จะมากขึ้น และยังลดการใช้น้ำลงด้วย
นาที่เหมาะสมกับการใช้วิธีนี้คือนาดำ ที่มีการจัดระเบียบการปลูกที่ดี แต่จะไม่เหมาะกับนาหว่าน และพื้นที่นาดินทรายและนาดินเค็ม เพราะจะไม่สามารถวัดปริมาณน้ำได้แน่นอน
อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบนี้ก็ทำง่ายและหาได้ทั่วไป นั่นก็คือท่อน้ำพีวีซีความยาว 25 ซม. เจาะรูระบายเป็นแถวให้ทั่วท่อ นำท่อดังกล่าวปักลงไปในที่นาลึก 15 ซม. ควักเอาดินในท่อออก แล้วค่อยปล่อยน้ำให้แห้งจนเหลือปริมาณน้ำในท่อเพียง 5 ซม.
เมื่อผิวดินแตกก็จะใส่ปุ๋ยก่อนที่จะปล่อยน้ำเข้าไป ก็จะทำให้ปุ๋ยลงลึกถึงต้นข้าว ไม่เกิดการเสียเปล่าเหมือนแต่ก่อนที่ใช้วิธีหว่านหรือฉีดปุ๋ยที่สารอาหารตกแค่บริเวณใบหรือผิวดิน
ที่สำคัญวิธีนี้ยังช่วยทำให้หน้าดินแน่น ต้นข้าวไม่ล้ม และง่ายต่อการเดินเข้าไปถอนวัชพืช หรืออาจจะแหนแดงหรือเป็ดไล่ทุ่งเข้าไปช่วยกำจัดวัชพืชก็ได้ ซึ่งเมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีแล้วถือว่าถูกกว่ากันมาก
จากสถิติของกลุ่มที่เก็บได้พบว่า วิธีดังกล่าวมีต้นทุนการผลิตต่อไร่อยู่แค่ 3,000-4,000 บาท จากเดิมที่ต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 9,000 บาทต่อไร่ ลดการใช้น้ำได้ 28% และกำไรต่อไร่ขั้นต่ำก็เหลือไม่น้อยกว่า หมื่นบาททีเดียว
ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกรมชลประทาน เพื่อนำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ในกลุ่มผู้ใช้น้ำ 17 เขตชลประทาน โดยจะเริ่มในนาปรังฤดูกาลผลิตปี 2557
หากสนใจสามารถไปสอบภาม พูดคุยรายละเอียดกับชาวนาวันหยุดได้ที่งาน ISRMAX Horti & Agri Asia 2013 ที่จัดในวันที่ 15-17 ส.ค.นี้ ที่ศูนย์แสดงสินค้าฯ เมืองทองธานี ได้







