posttoday
การพัฒนาอุตสาหกรรม (1)

การพัฒนาอุตสาหกรรม (1)

21 มิถุนายน 2556

ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจริงๆ เพราะเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยตามที่ผู้คนต่างๆ (ลูกค้า) ต้องการ

ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต มีความสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมจริงๆ เพราะเป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ เพื่อประโยชน์ในการใช้สอยตามที่ผู้คนต่างๆ (ลูกค้า) ต้องการ

ภาคการผลิตจึงเป็น Real Sector ที่สำคัญของทุกประเทศ

ทุกวันนี้ รัฐบาลและนักบริหารทั่วโลกต่างยอมรับว่า ภาคอุตสาหกรรมเป็นภาคที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เป็นภาคที่มีการจ้างงานมากที่สุด และเป็นตัวจักรสำคัญที่สร้างธุรกิจปลีกย่อยรายเล็กรายน้อยที่ต่อเนื่องกันอีกมากมาย

จากการศึกษาพบว่า ผลผลิตจากภาคอุตสาหกรรมที่มีมูลค่า 1 บาท จะเหนี่ยวนำให้เกิดธุรกิจอื่นๆ เพิ่ม (Multiplier Effect) อีก 1.4 เท่า

ตัวอย่างเช่น หากรัฐบาลส่งเสริมให้ผู้ประกอบการสร้างโรงงานที่ตั้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนได้สำเร็จ ก็จะเกิดธุรกิจอุตสาหกรรมเล็กๆ มากมายรายล้อมโรงงาน อาทิ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ร้านค้าปลีก และโรงงานขนาดเล็กๆ ที่ทำหน้าที่ป้อนสินค้าหรือวัตถุดิบให้โรงงานที่ตั้งขึ้น เป็นต้น

ดังนั้น รัฐบาลทุกประเทศจึงให้ความสำคัญกับภาคอุตสาหกรรมหรือภาคการผลิต และการศึกษาสภาพและปัญหาของภาคอุตสาหกรรม ในปัจจุบัน จะช่วยให้รัฐบาลของแต่ละประเทศสามารถวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศตนเองในอนาคตได้ชัดเจนมากขึ้น

อย่างไรก็ดี ในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมใหญ่ๆ หรือแนวโน้มใหญ่ๆ ที่เรียกกันว่า Megatrends ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย

แนวโน้มแรก ก็คือ “กระแสโลกาภิวัตน์” (Globalization)

ด้วยเศรษฐกิจแบบเชื่อมโยงถึงกันของทุกประเทศ ทำให้องค์กรธุรกิจไม่ได้ดำเนินงานเพียงลำพังอีกต่อไป ทุกอย่างที่เกิดขึ้นบนโลกจะมีผลกระทบถึงกันทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการแข่งขันที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจะกดดัน และส่งผลให้ทุกองค์กรต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์จากตัวใครตัวมัน เป็นความร่วมมือกันเพื่อความอยู่รอด ซึ่งเราได้เห็นประจักษ์จากสินค้าหลายชนิดที่ชิ้นส่วนประกอบมาจากหลายบริษัทในหลายประเทศ และเราจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ไม่เพียงเท่านั้น เรากำลังจะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจของหลายประเทศ อาทิ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกา หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า กลุ่มประเทศ “BRICS” ซึ่งครั้งหนึ่งเคยมีศักยภาพที่ด้อยกว่าเรา และถูกมองเพียงเป็นที่ตั้งของโรงงานประกอบสินค้าเท่านั้น แต่ปัจจุบันประเทศเหล่านี้กำลังสั่งสมความรู้ พัฒนาสมรรถนะของคน และลงทุนพัฒนาสินทรัพย์จำนวนมาก โดยเฉพาะประเทศแถบเอเชีย ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายกำลังกลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของโลก

ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัท “Hon Hai Group” ของไต้หวัน กลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ที่สุดของโลกภายใต้แบรนด์ “Foxconn” เพราะผลผลิตของ Foxconn คิดเป็น 50% ของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กันอยู่ทั่วโลก

แนวโน้มที่สอง ก็คือ “ความยั่งยืน” (Sustainability)

ในปัจจุบันทั่วโลกมีความเข้าใจเกี่ยวกับ “การผลิตอย่างยั่งยืน” มากขึ้น และรู้ดีว่าความยั่งยืนไม่ได้หยุดแค่เพียงกิจกรรมต่างๆ ภายในสถานประกอบการเท่านั้น แต่ต้องรวมทุกอย่างทั้งภายในและภายนอกอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนผลิตสินค้าขายได้ จะต้องไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้ยังได้ขยายขอบเขตไปถึงอายุขัยของผลิตภัณฑ์ (Product’s Lifetime) อีกด้วย โดยปัจจัยที่เกี่ยวโยงทั้งทางสังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ จะกลายเป็นเครื่องตัดสินความสามารถในการแข่งขันขององค์กรธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต

ดังนั้น สถานประกอบการที่ขึ้นชื่อว่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมหรือมุ่งสู่เป็น “อุตสาหกรรมสีเขียว” จะได้เปรียบกว่าอุตสาหกรรมทั่วไปทั้งในแง่ของการค้า การลงทุน และความยั่งยืน

เรื่องแนวโน้มของการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ ยังมีต่ออาทิตย์หน้า ครับผม!

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ