
ศก.ไทยติดหล่มปรับเป้าจีดีพีลงอย่างดีโต4.2%
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หั่นจีดีพีเหลือ 4.2% หลังเศรษฐกิจไทยส่อแววติดหล่ม ไร้แรงขับเคลื่อน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หั่นจีดีพีเหลือ 4.2% หลังเศรษฐกิจไทยส่อแววติดหล่ม ไร้แรงขับเคลื่อน
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ได้ปรับลดตัวเลขประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้ลงมาจากเดิม 5% เหลือแค่ 4.2% เนื่องจากประเมินว่า แรงส่งเศรษฐกิจไทยกำลังแผ่วลงต่อเนื่อง โดยอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐที่ได้ดำเนินการมาแล้วพักใหญ่ อาทิ นโยบายคืนภาษีรถคันแรก กำลังอ่อนแรงลงอย่างรวดเร็ว
ขณะที่โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าอาจพลาดเป้าการเบิกจ่าย 7 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2556 เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอีกมากกว่าจะเริ่มเบิกจ่ายจริง
นอกจากนี้ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหญ่ เมกะโปรเจกต์ตาม พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ก็จะล่าช้าออกไป จนไม่สามารถเริ่มอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบอย่างแท้จริงได้ทันภายในสิ้นปี
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่า แนวโน้มการเบิกจ่ายงบประมาณที่ถูกเลื่อนออกไปจะส่งผลกระทบทางอ้อมมายังการลงทุนของภาคเอกชนให้ชะลอตัวตามไปด้วย เพราะภาคธุรกิจขาดความเชื่อมั่นต่อความไม่แน่ชัดของระยะเวลาที่นโยบายโครงการลงทุนขนาดใหญ่จะเริ่มดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกของไทยนั้น แม้ว่าการกลับมาอ่อนค่าของเงินบาท อาจทำให้ผู้ส่งออกวางใจเรื่องความสามารถด้านการแข่งขันได้ในระดับหนึ่ง แต่ทว่าแนวโน้มเศรษฐกิจล่าสุดเริ่มบ่งชี้ว่า สถานะของคู่ค้าสำคัญเริ่มซวนเซ อาทิ จีน ซึ่งตอนนี้ขึ้นแท่นเป็นคู่ค้าเบอร์หนึ่งของไทยแล้วนั้น แต่ขณะนี้เศรษฐกิจของจีนขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ในไตรมาสแรก
ด้านคู่ค้าอันดับ 2 ของไทยอย่างสหรัฐ ก็ยังมีดัชนีภาคการผลิตที่ล่าสุดกลับมาอยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ในเดือน พ.ค. สะท้อนภาวะหดตัวของกิจกรรมเกี่ยวเนื่องในภาคดังกล่าว แม้ว่าดัชนีบ่งชี้ด้านเศรษฐกิจอื่นๆ ยังคงฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แต่ก็นับว่าเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
ดังนั้น แรงส่งจากนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปัจจุบันที่กำลังจะหดหายไป ในขณะที่เม็ดเงินคาดหวังก้อนใหม่ก็เหมือนจะไม่สามารถรับช่วงต่อได้อย่างทันท่วงที ความคาดหวังของการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบไร้รอยต่อ คงยากที่จะเกิดขึ้น และนั่นจะทำให้เกิดช่องว่างในการช่วยผลักดันให้การใช้จ่ายของภาคเอกชนในประเทศ สามารถช่วยต้านทานภาวะการส่งออกที่ยังไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นกลไกขับเคลื่อนสำคัญทางเศรษฐกิจเหมือนเช่นในอดีต







