
ลงทุนนอกเจอดีมีต้นทุนพุ่ง
เลิกคิวอีส่งผลกระเทือนธุรกิจไทยหมดยุคดอกเบี้ยขาลงหยุดไว้2.5%
เลิกคิวอีส่งผลกระเทือนธุรกิจไทยหมดยุคดอกเบี้ยขาลงหยุดไว้2.5%
ต้นทุนธุรกิจพุ่ง ดึงแผนลงทุนต่างประเทศชะงัก
นายวศิน วณิชย์วรนันต์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า การส่งสัญญาณถอนมาตรการอัดฉีดเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐจะส่งผลให้ธุรกิจไทยบางส่วนที่มีแผนจะออกไปลงทุนในต่างประเทศอาจชะลอการตัดสินใจออกไป เนื่องจากจะมีต้นทุนทางการเงินในการกู้เงินเหรียญสหรัฐเพิ่มสูงขึ้น และผลจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าจะทำให้ราคาสินทรัพย์ในต่างประเทศแพงขึ้น
“ภาพการออกไปลงทุนในต่างประเทศขณะนี้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะต้นทุนจะขยับขึ้น ราคาสินทรัพย์จะแพงขึ้น นอกจากนี้ต้นทุนการกู้ยืมในประเทศจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะดอกเบี้ยจะเข้าสู่ขาขึ้น แต่ต้นทุนทั้งหมดจะขยับเพิ่มขึ้นเพียงใดคงต้องคุยกับทีมเศรษฐศาสตร์ธนาคารเพื่อประเมินสถานการณ์ก่อน” นายวศิน กล่าว
นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า อาจมีเงินของนักลงทุนบางส่วนไหลออกเพิ่ม หลังจากก่อนหน้านี้มีเงินทยอยไหลออกบ้างแล้ว ถ้อยแถลงของเฟดครั้งนี้ยิ่งทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยลงได้ยากขึ้น เพราะสภาพตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกไม่เอื้อต่อการปรับลดดอกเบี้ย
นายเชาว์ กล่าวอีกว่า มุมมองเศรษฐกิจของเฟดที่คาดว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะดี ก็ทำให้ทุกคนเชื่อว่าเฟดจะหยุดการทำคิวอีได้ในกลางปีหน้า และหากตัวเลขออกมาดีจริง ก็เริ่มมีการตั้งคำถามว่ากลางปีหน้าเฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ จากนี้ไปจึงเป็นช่วงที่ต้องติดตามเหตุการณ์ให้ดี
นายเชาว์ กล่าวอีกว่า ทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะเติบโตไม่ถึง 5% เพราะปัจจัยที่หนุนต่อการประคับประคองเศรษฐกิจเริ่มหายไป นโยบายการคลังก็ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะเบิกจ่ายในปีนี้ได้หรือไม่ ดังนั้นในปีนี้นโยบายการเงินและการคลังที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจคงทำได้ไม่มาก
นางสุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า คาดการณ์เงินบาทสิ้นปีจะอยู่ที่ 31 บาท/เหรียญสหรัฐ ผลที่จะเกิดจากนี้จะทำให้เงินเหรียญสหรัฐหายากขึ้น ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะคงที่ระดับ 2.5%







