
จับตา 2 ปัจจัยชี้ชะตาฟันด์โฟลว์
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้
โดย...บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตการลงทุนต่อเนื่อง และยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการปรับพอร์ตจะยังคงดำเนินต่อไปหรือจะสิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้ ทั้งนี้ต้องรอดูทิศทางผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐอเมริกา (เฟด) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 18-19 มิ.ย. 2556 นี้ และติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐและอัตราแลกเปลี่ยนเยนต่อดอลลาร์ที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน (ฟันด์โฟลว์) อย่างมาก
“วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกได้ปรับพอร์ตการลงทุนโดยการขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่เกือบ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการขายที่มากที่สุดอันดับ 3 ในรอบ 12 ปี ซึ่งเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1) การส่งสัญญาณการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (บอนด์ยิลด์) 2) การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ยืดนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการซื้อสินทรัพย์แก่สถาบันการเงิน (Fixed Rate Operation) ซึ่งส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้น และ 3) การเกิดบอนด์ช็อก”
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ คาดว่าการประชุมของเฟดจะส่งนัยเรื่องเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์การลดขนาดการซื้อสินทรัพย์เป็น 3 กรณี คือ 1) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี จะเท่ากับ 2-2.20% ส่งผลให้หุ้นแกว่งออกด้านข้าง และให้รอปัจจัยใหม่ 2) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ในเดือน มิ.ย. อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ 10 ปี จะเท่ากับ 2.50% ส่งผลให้หุ้นจะถูกขายทำกำไรต่อเนื่อง และมีการปรับฐานขึ้นแรง 3) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงปีหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลงสู่ 1.60-1.80% ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้น (Rally) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะโดดเด่น
“วิศิษฐ์” กล่าวเสริมว่า ทรีนีตี้คาดการณ์การประชุมของเฟดเชื่อว่ากรณีที่ 1 และกรณีที่ 3 น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะถึงแม้อาจจะลดการออกมาตรการเชิงปริมาณ (คิวอี) ออกมาแต่ยังคงมีมาตรการอื่น เช่น การลดดอกเบี้ยบนทุนสำรองส่วนเกิน (Interest on Excess Reserve) และการกำหนดผลตอบแทน (ยิลด์) ขั้นต่ำ ซึ่งสองมาตรการนี้อาจจะมีประสิทธิภาพและผลข้างเคียงมากกว่ามาตรการคิวอี
นอกจากนี้ การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เป้าหมายของดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐถือว่าเป็นต้นทุนทางการเงิน และถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวเร่งเร็วขึ้น จะส่งผลให้หุ้นถูกเทขายทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากอนุพันธ์นี้ผูกกับอัตราดอกเบี้ยมีปริมาณถึง 500 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม ทรีนีตี้เชื่อว่าดัชนีหุ้นไทยมีความยืดหยุ่นต่อแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดพันธบัตรและหุ้นมีแค่ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหลังจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ค.ศ. 2009 เมื่อวัดจากดุลบัญชีทุน หรือ Capital Account และการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยสุทธิจากดุลบัญชีเดินสะพัดและการลงทุนทางตรง
การที่จะทำให้ดัชนีหุ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ หรือ New High ได้ต้องมีปัจจัยดังนี้ 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ 1.80-2% ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่
2) การประสบความสำเร็จของมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นผ่านมาตรการคิวอี และการกระตุ้นการลงทุนผ่านการปฏิรูปภาษี หรือ Abenomis คือ ทำให้เม็ดเงินของภาคครัวเรือนและภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ประมาณ 73 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ออกมาลงทุนประมาณ 10% ของการเปลี่ยนแปลงพอร์ตโฟลิโอมาสู่สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินสดถือเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่มาก 3) การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 23% และ 4) การปรับลดภาษีนิติบุคคลธรรมดา และการปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อเพิ่มการบริโภค
อย่างไรก็ตาม บล.ทรีนีตี้ มองว่าดัชนีหุ้นที่ระดับ 1,380 จุด เป็นระดับที่จูงใจให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนระยะยาวไหลเข้า เนื่องจากผลตอบแทนหุ้นเมื่อเทียบกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Earning Yield Gap) เริ่มมีความน่าสนใจมาก ดังนั้น ในระยะสั้นจึงแนะนำให้นักลงทุนติดตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ และอัตราแลกเปลี่ยนเยนต่อที่มีผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) อย่างมาก







