
เปิดเกมขยายธุรกิจอาเซียน"คู่-ที่ดิน" อุปสรรคใหญ่
ความฝันอย่างหนึ่งของคนทำมาค้าขายคือ หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสขยายธุรกิจไปตั้งฐานการผลิต
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ความฝันอย่างหนึ่งของคนทำมาค้าขายคือ หวังว่าสักวันจะได้มีโอกาสขยายธุรกิจไปตั้งฐานการผลิต ตั้งบริษัทสาขาเพิ่มเติมในต่างประเทศ ยิ่งมีเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เข้ามาเสริม ความฝันดังกล่าวยิ่งเด่นชัดใกล้ความจริงมากขึ้น
แต่ขณะที่กำลังฝันอยู่นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ก่อนว่า การจะไปสู่ความจริงในแต่ละประเทศ ยังมีอุปสรรคใหญ่ที่แตกต่างกันออกไปขวางอยู่
ชัควัฒน์ นัสการ ผู้ช่วยกรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็มจี ภูมิไชย ที่ปรึกษาธุรกิจ เล่าว่า แม้การจัดตั้งบริษัทในไทยจะใช้เวลาเพียงวันเดียวเสร็จ 7 วันเริ่มดำเนินธุรกิจได้เลย แต่ที่อินโดนีเซียแตกต่างกันมาก การจะจัดตั้งบริษัทที่อินโดนีเซียได้ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน และมีขั้นตอนการดำเนินการยุ่งยาก ต้องติดต่อหลายที่ ไม่ได้เป็น “วันสต็อปเซอร์วิส” ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม หากไม่ต้องการให้ล่าช้ากว่า 6 เดือน
ขณะที่การตั้งบริษัทในอินโดนีเซีย เรื่องสัดส่วนการถือหุ้นเป็นสิ่งที่ต้องศึกษาให้ละเอียดก่อนลงทุน เพราะแต่ละธุรกิจไม่ได้ใช้กฎหมายและบรรทัดฐานเดียวกัน แต่ละธุรกิจต่างก็มีรายละเอียดปลีกย่อยของตัวเอง เช่น ธุรกิจค้าปลีก ห้ามชาวต่างชาติเข้ามาดำเนินการเพราะไม่ได้เป็นธุรกิจที่ทำให้อินโดนีเซียเติบโตขึ้น ขณะที่ธุรกิจลีสซิงนั้นให้ชาวต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 85% หรือต้องมีคนท้องถิ่นถือหุ้นด้วยไม่น้อยกว่า 15%
วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา บอกว่า การจะหาพันธมิตร (พาร์ตเนอร์) ชาวอินโดนีเซียมาร่วมลงทุนนั้น จำเป็นต้องพิจารณาให้ละเอียดมากกว่าที่อื่น เพราะที่ผ่านมามีบริษัทไทยจำนวนมากที่เข้ามาจับคู่พาร์ตเนอร์ในอินโดนีเซียแล้ว “เจอดี” ถูกโกงไปบ้าง โดนลอกเลียนแบบสินค้าบ้าง เจอเล่ห์เหลี่ยมอื่นๆ บ้าง จนแทบจะกล่าวได้ว่าชาวอินโดนีเซียเป็นพาร์ตเนอร์ที่ “แสบที่สุด” ในอาเซียน
ขณะที่ บุณิกา แจ่มใส ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ สิงคโปร์ บอกว่า สิงคโปร์อาจดูเป็นประเทศที่เปิดกว้างให้ชาวต่างชาติมาตั้งบริษัทลงทุนในธุรกิจใดก็ได้ 100% แต่ประเด็นสำคัญคือเรื่องทำเลที่ตั้ง เพราะที่ดินและสำนักงานให้เช่าในสิงคโปร์หายากมาก ถึงหาได้ก็ราคาสูงลิบ ผู้ที่จะลงทุนได้จำเป็นต้องมี “ทุนถึง” และ “ใจถึง” ด้วย
สำหรับธุรกิจที่น่าสนใจในการเข้าไปลงทุน คือ การเปิด “ร้านอาหารไทย” เพราะคนสิงคโปร์นิยมรับประทานอาหารนอกบ้าน และอาหารไทยก็เป็นที่นิยมมาก แต่ทั้งนี้ยังมีคนเข้าไปดำเนินธุรกิจไม่มาก เพราะต้นทุนการบริหารคนและค่าเช่าพื้นที่เปิดร้านสูง อย่างไรก็ตาม หากหาพาร์ตเนอร์ร่วมลงทุนได้จะปลอดภัยกว่า
เมื่อข้ามไปฟิลิปปินส์ รชกร ศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา บอกว่า ฟิลิปปินส์เปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในบริษัทต่างๆ ได้ไม่เกิน 40% และยังไม่มีแนวโน้มจะปรับเพิ่มสัดส่วนขึ้น แม้กำลังจะเปิดประชาคมอาเซียนก็ตาม
อย่างไรก็ดี ฟิลิปปินส์มีหน่วยงานส่งเสริมการลงทุนอยู่ 2 หน่วยงาน แห่งแรกคล้ายๆ กับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ของไทยจะเอื้อต่อผู้ที่เข้ามาตั้งฐานผลิตและขาทั้งในและต่างประเทศ ส่วนแห่งที่ 2 เรียกว่า PESA เน้นส่งเสริมการลงทุนเพื่อใช้เป็นฐานการส่งออกสินค้า หากติดต่อผ่านทั้งสองหน่วยงานจะได้สิทธิการถือหุ้นและลงทุนเพิ่มขึ้นจากเดิม สำหรับเรื่องที่ดินนั้นปล่อยให้ต่างชาติเช่าได้ 50 ปี แต่ไม่ขายให้ชาวต่างชาติ
ขณะที่ประเทศใกล้บ้านอย่างเวียดนาม มาลินี หาญบุญทรง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ นครโฮจิมินห์ ขยายความว่า เวียดนามเพิ่งปรับสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติให้เป็น 100% ได้เมื่อปีที่ผ่านมา แต่ขณะนี้เวียดนาม “ไม่สนใจ” อาเซียนแล้ว เพราะสนใจสมาชิกในองค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) มากกว่า
ด้านประเทศเนื้อหอมอย่างพม่า ประจวบ สุภินีผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศณ กรุงย่างกุ้ง บอกว่า พม่ายังเปิดให้ชาวต่างชาติถือหุ้นในธุรกิจได้ไม่มากนักสำหรับธุรกิจทั่วไป อย่างไรก็ดีนักธุรกิจไทยไม่น่าจะต้องกังวลเรื่องพาร์ตเนอร์พม่าจะโกงคนไทย “เพราะที่ผ่านมาเคยได้ยินแต่กรณีนักธุรกิจไทยไปเอาเปรียบนักธุรกิจพม่า” ประจวบ กล่าวกลั้วหัวเราะ







