
เวียดนามยังน่าลงทุน
จับตาออกกฎหมายใหม่ปลายมิ.ย.อมตะทุ่มเงินผุดนิคมอุตฯเพิ่ม
จับตาออกกฎหมายใหม่ปลายมิ.ย.อมตะทุ่มเงินผุดนิคมอุตฯเพิ่ม
ชี้เวียดนามโอกาสนักลงทุนไทย แนะจับตากฎหมายการลงทุนฉบับใหม่
นางสมหะทัย พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ วีเอ็น ในฐานะประธานสภาธุรกิจไทยเวียดนาม เปิดเผยว่า เวียดนามเป็นประเทศที่เป็นโอกาสของนักลงทุนไทยในทุกอุตสาหกรรม แต่ปัจจุบันนักลงทุนยังเข้าไปลงทุนค่อนข้างน้อย โดยส่วนหนึ่งอยู่ระหว่างรอให้เวียดนามประกาศกฎหมายนโยบายเศรษฐกิจฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะประกาศในช่วงปลายเดือน มิ.ย.ก.ค. 2556 เพื่อดูว่ากฎหมายจะเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนเพียงใด
ทั้งนี้ มีการประเมินว่ากฎหมายฉบับใหม่จะแก้จุดอ่อนของเวียดนามที่มีอยู่ในปัจจุบัน เช่น การส่งเสริมการลงทุน การเงิน การเวนคืนที่ดิน ซึ่งหากออกมาในลักษณะที่สามารถแข่งขันกับต่างชาติได้ เช่น หากเทียบการให้สิทธิประโยชน์กับไทยหรือพม่า แล้วเวียดนามให้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า ก็จะเป็นตัวช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติมากขึ้น และจะทำให้เศรษฐกิจเวียดนามฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดขึ้นมา แต่หากกฎหมายใหม่ยังไม่จูงใจมากพอก็มีโอกาสทำให้เศรษฐกิจเวียดนามถดถอยลงอีก
ปัจจุบันแม้เวียดนามจะมีอัตราการขยายตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ติดลบต่อเนื่องมานานตั้งแต่ปี 2552 แต่ในปีนี้ตั้งเป้าให้เอฟดีไอเป็นบวกเป็นปีแรก
เวียดนามเป็นประเทศที่รองรับการลงทุนเอฟดีไอสูงสุดเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน รองจากอันดับ 1 สิงคโปร์ อันดับ 2 อินโดนีเซีย และอันดับ 3 มาเลเซีย ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับ 5 โดยกลุ่มนักลงทุนกลุ่มใหญ่ในเวียดนาม ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และปัจจุบันมีนักลงทุนจากรัสเซียสนใจลงทุนในเวียดนามค่อนข้างมากเช่นเดียวกัน
“เวียดนามเป็นอีกประเทศที่เป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนไทยในทุกธุรกิจ เพียงแต่ผู้ประกอบการต้องเข้าไปทำในสิ่งที่ถนัด โดยอาจเริ่มนำสินค้าเข้าวางขายก่อน หาตลาดเป้าหมายว่าจะผลิตเพื่อส่งออก หรือผลิตเพื่อขายในเวียดนาม ส่วนการลงทุนนักลงทุนต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ 100% อยู่แล้ว” นางสมหะทัย กล่าว
ทั้งนี้ อมตะ วีเอ็น ตั้งเป้าหมายการลงทุนในเวียดนามให้ได้ 500 ตารางกิโลเมตรภายในปี 2563 จากปัจจุบันที่มีการลงทุนอยู่ 7 ตารางกิโลเมตร ในนิคมอุตสาหกรรมเบียนหัว และอมตะยังได้วางแผนจะสร้างนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่ ชื่อ เอ็กซ์เพรส ซิตี้ มีพื้นที่ 13 ตารางกิโลเมตร หรือ 8,000-9,000 ไร่ คาดว่าใช้เงินลงทุน 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ







