
อินโดนีเซียมองไกล
อินโดนีเซียประเทศที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในอาเซียนและถือเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของอาเซียน เพราะมีการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อัตราการบริโภคค่อนข้างสูงและนักลงทุนจากหลายประเทศสนใจเข้าไปลงทุน
อินโดนีเซียประเทศที่มีขนาดประชากรมากที่สุดในอาเซียนและถือเป็นหนึ่งในตลาดความหวังของอาเซียน เพราะมีการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อัตราการบริโภคค่อนข้างสูงและนักลงทุนจากหลายประเทศสนใจเข้าไปลงทุน
วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อธิบายว่า การวางนโยบายทางด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซียค่อนข้างชัดเจน และมุ่งเน้นการมองไปข้างหน้า และไกลมากกว่าการมองแค่อาเซียน รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าหมายให้ประเทศติด 1 ใน 5 ประเทศที่เศรษฐกิจมีอัตราการเติบโตสูงสุดในโลกมากกว่าแค่มองเทียบกับประเทศอาเซียน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจึงออกมาสอดรับกับเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งก็คือการติดอันดับโลก
อินโดนีเซียได้ตั้งเป้าหมายว่าในปี 2568 อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอินโดนีเซียจะต้องเพิ่มขึ้น ประชากรต้องมีรายได้ต่อหัวเพิ่มจาก 3,000 เหรียญสหรัฐต่อปี เป็น 1.5 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทายอย่างมาก แต่ก็ได้วางเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อให้ทุกฝ่ายมุ่งไปให้ถึงจุดหมาย
เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมาก หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของรัฐบาล คือ การส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศให้มากที่สุดและลดการพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เน้นการผลิตเพื่อขายสินค้าในประเทศ 100% ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานรัฐ เอกชน และภาคประชาชนต่างตอบรับกับนโยบายนี้เป็นอย่างดี เห็นตัวอย่างได้จากการปลุกกระแสการใช้ผ้าบาติกของอินโดนีเซียในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ เมื่อ 23 ปีก่อน เกิดกระแสการรักผ้าบาติกอย่างมากในประเทศ เนื่องจากชาวอินโดนีเซียกลัวว่าลิขสิทธิ์ผ้าบาติกจะตกไปเป็นของมาเลเซีย จึงทำให้ประชาชนลุกขึ้นเอาผ้าบาติกมาทำเป็นเครื่องแต่งกายประจำวัน เพื่อแสดงให้เห็นถึงการผลิตและการใช้ที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย และเป็นมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าหากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศให้ความร่วมมือในด้านการบริโภคสินค้าภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจของอินโดนีเซียคงจะไปถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ อินโดนีเซียเป็นประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรธรรมชาติและมีเสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาจึงมีแนวโน้มที่จะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันอินโดนีเซียก็ใช้มาตรการสกัดสินค้าจากต่างประเทศ ด้วยการตั้งกำแพงกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีออกมามากมาย เพื่อต้องการให้สินค้าภายในประเทศพัฒนาขึ้นมาแข่งขันกับสินค้าภายนอกได้ ซึ่งทำให้คนที่ต้องการส่งสินค้าไปขายในอินโดนีเซียต้องค่อนข้างระวังตัว และศึกษากฎระเบียบทางการค้าเป็นอย่างดีก่อนที่จะเข้าไปทำธุรกิจ
วิลาสินี บอกว่า ไปทำงานในอินโดนีเซียมาแล้ว 2 ปี ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมากมาย หากเทียบกับตอนก่อนจะไป คิดว่าอินโดนีเซียคงจะไม่ได้เติบโตขนาดนี้ แต่เมื่อไปถึงก็พบว่าผิดคาด ประเทศมีตึกสูง อาคารสำนักงานจำนวนมาก เป็นเมืองที่กำลังสร้างตัวและเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนนี้จะเป็นผลดีต่อนักธุรกิจไทยที่สนใจเข้าไปทำธุรกิจ โดยสาขาที่น่าสนใจ คือ ธุรกิจบริการ ซอฟต์แวร์ แอนิเมชัน อาหาร หรือการลงทุนในภาคการผลิต เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอ เป็นต้น







