
DNA ไปรษณีย์ไทยบริษัท
ไปรษณีย์ไทย แยกจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างน่าวิตกมากว่าจะไปรอดหรือไม่ เพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่และสื่อ Online แจ้งเกิด จะเป็นการลดรายได้ของไปรษณีย์ลงไปโดยตรง แต่บริษัท ไปรษณีย์ไทย ต้องสู้เพื่ออยู่รอดให้ได้ แล้วพวกเขาคิดอย่างไร
ไปรษณีย์ไทย แยกจากการสื่อสารแห่งประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2546 เป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างน่าวิตกมากว่าจะไปรอดหรือไม่ เพราะโทรศัพท์เคลื่อนที่และสื่อ Online แจ้งเกิด จะเป็นการลดรายได้ของไปรษณีย์ลงไปโดยตรง แต่บริษัท ไปรษณีย์ไทย ต้องสู้เพื่ออยู่รอดให้ได้ แล้วพวกเขาคิดอย่างไร
หนทางแก้ไขของบริษัท ไปรษณีย์ไทย ช่วงนี้เป็นเรื่องที่น่าศึกษา คุณธีรพงศ์ สุทธินนท์ จากตำแหน่งผู้ว่าการ การสื่อสารแห่งประเทศไทย ถือว่าเป็นคนมีฝีมือคนหนึ่ง จบจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วไปเรียนต่อด้านการไปรษณีย์ที่ฝรั่งเศส ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท ไปรษณีย์ไทย คนแรก ซึ่งถือว่าเป็นคนที่มาถูกที่ถูกเวลา สามารถนำบริษัท ไปรษณีย์ไทย ผ่านออกจากโค้งอันตรายช่วงนั้นมาได้
เพื่อจะก้าวข้ามอุปสรรคในการบริหารจัดการของบริษัท ไปรษณีย์ไทยช่วงนั้นให้ได้ สิ่งที่คุณธีรพงศ์ สุทธินนท์ เริ่มทำเป็นอย่างแรกคือการวิเคราะห์ DNA ของบริษัท ไปรษณีย์ไทยในเรื่อง Strength & Weakness นี่เองแหละค่ะ
บริษัท ไปรษณีย์ไทยต้องค้นหาจุดแข็งที่ที่พวกเขาเชื่อว่าจะทำให้พวกเขาอยู่รอดและพวกเขาได้คำตอบว่าจุดแข็งอย่างหนึ่งคือ ไปรษณีย์ไทยมีสำนักงานให้บริการ (Outlets) อยู่ทั่วประเทศไทยและเป็นระบบเครือข่ายที่ลงตัว จากจุดแข็งจุดนี้หากไปรษณีย์จะเพิ่มรายได้ให้กับตัวเองโดยการเพิ่มประเภทในการบริการซึ่งสามารถใช้พื้นที่ เครือข่าย อุปกรณ์ และบุคลากร ซึ่งถือว่าสามารถใช้ต้นทุนส่วนหนึ่งร่วมกับบริการที่มีอยู่ได้
พวกเขาเดินหน้าเข้าสู่แผนการให้บริการขนส่งไปรษณีย์ซึ่งคาบเกี่ยวไปถึงบริการ Logistics อย่างไรก็ตามไปรษณีย์ไทยได้ลงทุนเพิ่มในการออกแบบจัดพื้นที่การให้บริการให้เกิดความลื่นไหลในพื้นที่ที่คนเข้ามาใช้บริการและการจัดการไปรษณียภัณฑ์เข้าออก และลงทุนขยายอาคารที่ให้บริการหลายแห่งในหลายจังหวัด รวมทั้งปรับระบบและเวลาการทำงานใหม่หมดเพื่อจัดส่งไปรษณียภัณฑ์ให้สะดวกและรวดเร็วขึ้น
การให้บริการที่มีประสิทธิภาพคือต้องเพิ่มสถานที่ให้บริการให้มากขึ้นและให้ครอบคลุมพื้นที่การบริการในประเทศให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งหมายถึงการสร้างเครือข่ายการบริการให้ครอบคลุมไปมากที่สุด เพื่อให้เป้าหมายนี้เป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์ไทยได้เปิดให้เอกชนเข้ามาตั้งเป็นไปรษณีย์สาขาย่อยให้บริการไปรษณีย์ ซึ่งไม่ต้องเป็นภาระทางบุคลากรกับไปรษณีย์ และมีสาขาเป็นระบบแฟรนไชส์ ซึ่งกระจายการตั้งสาขาเข้าไปอยู่ในศูนย์การค้าและตามตำบลทั่วไปภายในเวลาอันรวดเร็ว
การสร้างเครือข่ายให้บริการไปรษณีย์ให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้อย่างรวดเร็วที่กล่าวมานี้ เพราะไปรษณีย์ต้องการไปชิงพื้นที่กับบรรดาเครือข่ายธุรกิจ Online อีกหลายประเภทโดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อ และไปรษณีย์มีเป้าหมายเข้าไปทำธุรกิจชำระเงิน (Bill Payment) อย่างเต็มตัว จนกระทั่ง ณ ปัจจุบันนี้บริษัทไปรษณีย์ไทยมีจุดให้บริการทั่วประเทศรวมทั้งหมดแล้วมากกว่า 5,000 แห่ง
ที่กล่าวมานี้ก็เป็นการวางกลยุทธ์ของไปรษณีย์ที่น่าศึกษาค่ะ เพราะถ้าไม่แสวงหาหนทางในการสร้างเนื้อหาในการให้บริการใหม่ๆ ก็จะอยู่ไม่ได้
การสร้างเครือข่ายให้มีสถานที่ให้คนติดต่อได้มากที่สุดคือการเพิ่มจุดแข็งให้กับไปรษณีย์ พวกเขาถือว่าการวิ่งไปหาลูกค้าคือการเพิ่มรายได้ เราจะเห็นว่าไปรษณีย์ยังไปเปิดให้บริการที่กรมการกงสุลเพื่อจัดส่งพาสปอร์ตให้กับคนที่ไปขอพาสปอร์ตโดยไม่ต้องเสียเงินเสียเวลาเดินทางมารับพาสปอร์ตที่กรมการกงสุล หรือแม้แต่ที่สถานทูตอเมริกา ไปรษณีย์ ก็ไปเปิดให้บริการจัดส่งพาสปอร์ตคืนถึงบ้านให้กับคนที่ไปขอลงตราวีซ่า
แม้แต่ในการจัดงานครบรอบ 80 ปีโรงเรียนเขมะสิริอนุสสรณ์ ซึ่งผู้เขียนเป็นนายกสมาคมศิษย์เขมะสิริฯ ทางไปรษณีย์ไทยก็ให้บริการจัดทำแสตมป์เป็นที่ระลึกวันก่อตั้งโรงเรียน
นี่แหละค่ะคือจุดแข็งของพวกเขาในวันนี้ แสวงหารายได้ในทุกพื้นที่
นี่แหละค่ะคือ DNA ของไปรษณีย์ไทยในวันนี้







