posttoday
เมื่อลูกโต แล้วอยากเป็นอะไรจ๊ะ!!

เมื่อลูกโต แล้วอยากเป็นอะไรจ๊ะ!!

18 มิถุนายน 2556

“เมื่อลูกโต แล้วอยากเป็นอะไรจ๊ะ!!” คำถามนี้สมัยผมเด็กๆ ตอบง่ายมากเลย ผมตอบว่า “ผมอยากเป็นวิศวกรครับ” เรียกได้ว่า สามารถตอบได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดเลย เพราะ “วิศวกร” คือ อาชีพของพ่อผม ผมก็แค่อยากเป็นสิ่งที่ Hero ซึ่งก็คือ พ่อผมเป็นก็เท่านั้นเอง การใช้ชีวิตผมเรียบง่ายมาแต่เด็ก เรียกได้ว่า “สุดเท่าที่จะซน เที่ยวให้สุดทีน เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ตาม บริษัทของพ่อก็จะต้องตกอยู่ในมือผม เพียงแค่ผมเรียนจบในวิชาที่พ่อเรียน ‘วิศวะ’ ผมก็คงเก่งและบริหารกิจการของพ่อได้อย่างสบาย”

“เมื่อลูกโต แล้วอยากเป็นอะไรจ๊ะ!!” คำถามนี้สมัยผมเด็กๆ ตอบง่ายมากเลย ผมตอบว่า “ผมอยากเป็นวิศวกรครับ” เรียกได้ว่า สามารถตอบได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิดเลย เพราะ “วิศวกร” คือ อาชีพของพ่อผม ผมก็แค่อยากเป็นสิ่งที่ Hero ซึ่งก็คือ พ่อผมเป็นก็เท่านั้นเอง การใช้ชีวิตผมเรียบง่ายมาแต่เด็ก เรียกได้ว่า “สุดเท่าที่จะซน เที่ยวให้สุดทีน เพราะรู้ว่าอย่างไรก็ตาม บริษัทของพ่อก็จะต้องตกอยู่ในมือผม เพียงแค่ผมเรียนจบในวิชาที่พ่อเรียน ‘วิศวะ’ ผมก็คงเก่งและบริหารกิจการของพ่อได้อย่างสบาย”

พอเวลาผ่านไปผมก็พบว่า “พ่อผมเลิกกิจการด้วยเหตุผลว่า กูไม่อยากทำแล้ว” ขณะนั้นผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลายกำลังจะเลือกคณะเรียน ก็รู้สึกว่า “อ้าว!! พ่อไม่ทำแล้ว ผมจะสืบทอดได้อย่างไร” ก็สรุปว่า “ไม่ได้ไง” มันเหมือนพ่อจะบอกผมว่า “ลูกเอ๋ย มันถึงเวลาแล้วที่ลูกจะต้องเรียนรู้ว่า โลกนี้มันไม่ได้มีอะไรใส่พานทองมาวางตรงหน้า ทุกอย่างที่เราอยากจะได้และอยากที่จะเป็น ...เราต้องสร้างเอง” ฮึม!! สำหรับเด็กมัธยมปลายในยุคผมคือ เกือบ 15 ปีที่แล้ว แนวคิดเส้นตรงของเด็กในยุคผมมันยากกว่ายุคนี้มาก ที่เด็กคนหนึ่งจะคิดได้ว่าตัวเองจะสร้างธุรกิจได้อย่างไร

“คิดไม่ออก” นั่นคือ อาการที่ผมเป็นต่อเนื่องมาหลายๆ ปี ผมตัดสินใจเลือกคณะ “บริหารธุรกิจ” ซึ่งในธรรมศาสตร์ก็คือ พาณิชยศาสตร์และการบัญชี แทนวิศวะ เพราะผมต้องการที่จะมีความรู้ที่กว้างขึ้นและเห็นอะไรมากขึ้น และแน่นอน วิชาที่กว้าง หรือเรียนจับฉ่ายสุดในคณะบริหารคงหนีไม่พ้นการตลาด และวิชานี้เองที่ผมเลือกเรียนเป็นวิชาสุดท้ายจนจบ และก้าวออกสู่โลกแห่งธุรกิจและการต่อสู้ด้วยกระบี่การตลาด

จะว่า “การตลาด” มันคือการพยายามเรียนรู้ว่า Common Sense เขาคิดอย่างไรก็เห็นจะได้ แต่ที่เขาบอกว่า Common Sense มัน Uncommon อันนี้ผมว่าจริง เพราะหลายๆ อย่างที่นักการตลาดคิดแบบแหวกแนว ตีลังกาคิด หรือคิดนอกกรอบ มันดูเหมือนจะง่าย แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันยากสุดๆ เพราะแน่นอนสิ่งที่เราถูกสอนกันมาก็คือ การคิดให้อยู่ในกรอบอย่าแตกแถว

เล่าไปซะยาว ขอย้อนกลับมาก่อนที่คำถามสมัยเด็ก “ลูกอยากเป็นอะไรจ๊ะ!!”...โดยมากเด็กไทยไม่ตอบ เพราะจริงๆ ไม่ได้ต้องการจะคิดหาคำตอบด้วยซ้ำ วันนี้ผ่านไป 10 กว่าปี เด็กๆ ใน Generation ผมเริ่มเข้ามามีบทบาทในธุรกิจครอบครัว โดยส่วนมากคนในยุคนี้ก็จะมีเหมือนๆ กัน คือ มีความรู้จากสถานศึกษาชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ “ใครๆ ก็จบนอกทั้งนั้น ทุกคนจบนอกจนการจบนอกกลายเป็น Requirement เบื้องต้นของการเข้าทำงานในบริษัทดีๆ ไปเสียแล้ว”

อีก Trend ที่น่าสนใจคือ วันนี้ “คนรุ่นผม” เริ่มกลายเป็นทายาทธุรกิจ ดังนั้นคำถามว่าอยากเป็นอะไร มันแทบไม่ต้องตอบ เพราะโดยมากต้องทำงานแกนบังคับให้สืบทอดกิจการของครอบครัวนั่นเอง บางคนทำธุรกิจใหญ่ ส่วนบางคนทำธุรกิจเล็ก แต่สิ่งที่ผมเชื่อว่าทุกคนเจอเหมือนกันคือ “ปรับตัวไม่ได้” เพราะไม่สามารถที่จะทำงานแบบไร้ระบบของครอบครัวได้

แน่นอนดีกรีการศึกษาระดับ IVY League มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับโลกกับธุรกิจปลาเค็มตากแห้งของครอบครัวที่อาศัยคนงานกล้ามใหญ่ มันดูจะไกลกันอย่างบอกไม่ถูก

“ปัญหาของการสืบทอดธุรกิจ” คือ หนึ่ง คนที่ทำแล้วธุรกิจแย่ลง เล็กลง กับสอง คนที่ทำแล้วธุรกิจดีขึ้น เติบโต ความแตกต่างของกลุ่มทั้งสองมันแตกต่างราวฟ้ากับดิน แต่จุดที่น่าสนใจจริงๆ มันคือการย้อนกลับไปดูที่จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดนี่ใหม่ ซึ่งก็คือคำถามที่เราไม่เคยตอบตั้งแต่เด็กๆ คือ “โตขึ้นลูกอยากเป็นอะไร”

เพราะถ้าเราได้ตอบ การเดินทางของชีวิตมันจะเปลี่ยนไป เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังสือเล่มหนึ่ง ที่พูดถึงความเชื่อและความศรัทธาที่พาให้เราไปสู่จุดหมายใหม่ ที่บางครั้งยิ่งใหญ่จนเกินการคาดหมาย เรียกได้ว่า สำเร็จเกินคาด เพียงแค่เริ่มต้นที่มีความศรัทธา และเป้าหมายเริ่มต้นก็เท่านั้นเองครับ หนังสือเล่มนั้นก็คือ The Alchemist หนังสือ BestSeller ที่ยอดขายนับร้อยล้านเล่มทั่วโลก ซึ่งเนื้อหาเพียงจะสื่อถึงความเชื่อและพลังของผลลัพธ์ที่ได้จากการเดินทางตามความเชื่อก็เท่านั้นเอง

ครับ!! เด็กสมัยนี้หากต้องตอบคำถามว่า “โตขึ้นอยากเป็นอะไร” คงต้องคิดกันหลายตลบ เพราะวันนี้ธุรกิจแบ่ง Cluster ออกอย่างมากมาย และขยายขอบเขตจากประเทศสู่ตลาดโลกไปเรียบร้อย นักเรียนคนหนึ่งอาจตอบว่า “ผมอยากเป็นนักธุรกิจระหว่างประเทศครับ ที่ทำการค้าแบบ Arbitrage คือ เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างช่องว่างของตลาด โดยอาศัยความเป็นนักเรียนที่ศึกษาจากหลายประเทศ รายได้ผมจะมาจากการสร้าง Passive Income ในการลงทุนใน Asset ที่สร้าง CashFlow ที่ใดก็ได้ในโลก ...Port การลงทุนของผมจะสามารถทนทุก Cycle ของเศรษฐกิจ ด้วยกลยุทธ์การกระจายความเสี่ยงแบบ Portfolio เพราะ Timimg World Cycle อย่างทันท่วงที” ...ฮึม!! เท่ดีนะ แต่มัน งงอ่ะเอาอาชีพที่ง่ายกว่านั้น และทำเงินได้ดี ในสิ่งที่รัก น่าจะโอเคกว่านะ ...อิอิ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท