
เปิดใจ "ชฎาทิพ จูตระกูล" สานฝัน เดอะเบสต์ออฟไทยแลนด์
ณ วันนี้ หลายคนคงตั้งตารอที่จะยลโฉมโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กล่าวได้ว่าเป็นอภิมหาโปรเจกต์เมืองไทยมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท
ณ วันนี้ หลายคนคงตั้งตารอที่จะยลโฉมโครงการริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่กล่าวได้ว่าเป็นอภิมหาโปรเจกต์เมืองไทยมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ที่สยามพิวรรธน์ร่วมทุนกับเครือซีพีและแมกโนเลีย กรุ๊ป เพื่อผุดโครงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ โดยมีกำหนดเปิดโครงการในปี 2558 ต้อนรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี พอดิบพอดี
ชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท สยามพิวรรธน์ เปิดใจถึงโครงการยักษ์ครั้งนี้ว่า เป้าหมายของโครงการนี้ ตั้งใจให้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไทย เป็นโครงการที่ดีที่สุดของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “เดอะเบสต์ ออฟ ไทยแลนด์ มีต เดอะ เวิลด์” โดยจะรวบรวมสุดยอดของเมืองไทยไว้ที่นี่ทั้งด้านประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม การท่องเที่ยว สร้างให้เป็นเรื่องราวให้ทั้งต่างชาติและลูกค้าคนไทยเองต้องเข้ามาเยี่ยมชม
“78 ปีก่อนพ่อเสีย (พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์) พ่อบอกว่าถ้ามีโอกาสพัฒนาที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้สร้างอะไรบ้าง พอทางซีพีมาชวน ได้ไปเห็นที่ดิน นึกภาพออกเลยว่าเหมือนที่พ่อเขียนไว้ แล้วควรจะมีอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง”
จากศักยภาพของทำเลที่ตั้งริมแม่น้ำเจ้าพระยา บนพื้นที่ 40 ไร่ ทำให้การวางแผนโครงการต้องทำอย่างรอบคอบและสมบูรณ์แบบเพื่อให้เป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กของเมืองไทย เป็นเกตเวย์เปิดให้คนเห็นความงามของแม่น้ำเจ้าพระยา และต้องมีองค์ประกอบที่หลากหลายจนเป็นเมืองหนึ่งเมือง
“ที่สำคัญคืออยากให้เป็นโครงการที่เป็นความภาคภูมิใจคนไทย ต่างชาติต้องมา คนต่างจังหวัดต้องมาดู เป็นจุดแตกต่างที่สร้างเมืองให้คนเห็นความงดงามของเมืองไทย”
ปัจจุบัน สยามพิวรรธน์และพันธมิตรทั้งสองรายคือ แมกโนเลียและซีพีกำลังทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อให้โครงการออกมาสมบูรณ์แบบและดีที่สุดตามเป้าหมาย ซึ่งแม้แต่ชื่อโครงการก็ยังไม่ตั้ง เนื่องจากต้องการเห็นภาพรวมที่ชัดเจนทั้งหมดก่อน
ในวันนี้จึงกล่าวได้ว่า สยามพิวรรธน์มีความพร้อมแล้วที่จะลงทุนโครงการใหญ่ระดับ 3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งกว่าจะถึงวันนี้ ชฎาทิพ เล่าว่า ต้องผ่านการสั่งสมประสบการณ์ทั้งจากการดำเนินธุรกิจที่ลงทุนเองทั้งหมด อย่างสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ มาจนถึงการร่วมทุนกับพันธมิตรอย่างเดอะมอลล์ กรุ๊ป ในโครงการสยามพารากอน และร่วมทุนกับเอ็ม บี เค กรุ๊ป ในโครงการพาราไดซ์ พาร์ค
สิ่งที่ได้จากการร่วมทุน คือ การมีพันธมิตรที่ดี และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ที่พันธมิตรมีแต่สยามพิวรรธน์ยังขาดอยู่ เช่น การร่วมทุนกับเดอะมอลล์ สยามพิวรรธน์มีทำเล ขณะที่เดอะมอลล์ไม่มีสาขากลางเมือง เดอะมอลล์มีดีพาร์ตเมนต์สโตร์ซึ่งสยามพิวรรธน์ไม่มี ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน
เมื่อหันกลับมามองถึงการร่วมทุนโครงการ 3.5 หมื่นล้านบาท สิ่งที่ได้คือการเรียนรู้และนำจุดแข็งของแต่ละคนมาเติมเต็มความสมบูรณ์ นั่นคือ ซีพีมีที่ดิน สยามพิวรรธน์มีประสบการณ์โครงการค้าปลีกขนาดใหญ่อย่างสยามพารากอน และแมกโนเลียเข้ามาเติมเต็มด้านอสังหาริมทรัพย์ ใช้เวลากว่า 2 ปี เรียนรู้กันและกัน ถือเป็นประสบการณ์ที่มีค่าสำหรับคนทำธุรกิจ โดยเฉพาะการได้พันธมิตรที่ดี
ขณะที่ธุรกิจค้าปลีกในเครือสยามพิวรรธน์เอง ก็ต้องมีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากปรับปรุงสยามเซ็นเตอร์แล้วเสร็จและได้รับผลตอบรับดีมาก ปีนี้จะเริ่มปรับปรุงสยามพารากอน และปีหน้าปรับปรุงสยามดิสคัฟเวอรี่
หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจศูนย์การค้า ที่สยามพิวรรธน์มองในมุมต่างและมั่นใจว่านำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้ คือ การทำเทเลอร์เมด ออกแบบให้ศูนย์นำร้านค้าดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการ ต่างจากค้าปลีกทั่วไปที่ใช้ร้านค้าในศูนย์ดึงลูกค้าเข้าศูนย์
“เราเป็น Gap Refinder ในรีเทล จะทำในมุมที่คนอื่นยังไม่ทำ หาช่องว่างในตลาดที่เป็นความได้เปรียบของเรา และเราชำนาญที่จะทำ คิดหลายตลบ เพื่อเรียนรู้แล้วพัฒนา”
ชฎาทิพ ปิดท้ายด้วยการส่องภาพรวมประเทศไทยว่าถือเป็นช่วงขาขึ้น เพราะไทยมีความพร้อมเทียบเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เริ่มอิ่มตัว มีการขยายสาขาของแบรนด์มากมายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต่างจากไทยที่ยังมีช่องว่างอีกมากพร้อมรับอินเตอร์แบรนด์
ปัจจัยที่ทำให้ไทยน่าสนใจคือ 1.ถึงจุดพร้อมทุกด้านหลังสถานการณ์สงบ 2.ไทยเป็นทัวริสต์ เดสติเนชั่นในเอเชีย 3.รัฐบาลไทยพยายามผลักดันไทยเป็นฮับอาเซียน ทำให้เกิดความมั่นใจได้อีกระดับหนึ่ง และ 4.ไพรเวตเซ็กเตอร์ของไทยหรือแต่ละภาคอุตสาหกรรมของไทยแข็งแรงมีการลงทุนต่อเนื่อง
เหนืออื่นใดคือ แม้ว่าไทยจะมีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นมากมายในช่วง 57 ปีที่ผ่านมา แต่ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็ว ทำให้ทุนต่างชาติพร้อมกลับเข้ามาลงทุน







