
ต่างชาติทิ้งไทย 9 หมื่นล้าน
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดเงินของไทย
โดย...พรสวรรค์ นันทะ
กลางสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็นความผันผวนของตลาดหุ้น ตลาดเงินของไทย เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นและพันธบัตรอย่างหนักหน่วง จนหลายคนคิดว่านักลงทุนถอนเงินออกจากไทยแน่นอน
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรรวม 9 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นการขายออกจากตลาดหุ้น 45 หมื่นล้านบาท และตลาดพันธบัตรขายออกสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ต่างชาติเข้าถือลงทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับขึ้นด้วย
“ตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบันเงินทุนต่างชาติเข้าลงทุนในตลาดบอนด์ไทย 1.5 แสนล้านบาท แต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.14 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีการขายสุทธิ 4 หมื่นล้านบาท แสดงว่าเงินทุนขายออกไปประมาณ 1 ใน 3 และถ้าดูจากเงินบาทที่ปรับอ่อนค่าลงก็สันนิษฐานว่าเงินออกไปบ้างแล้ว” จันทวรรณ กล่าว
ขณะนี้มีการคาดการณ์การปรับลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลง ทำให้ค่าเงินบาทในช่วงหลังปรับอ่อนค่า ซึ่งเงินบาทมีการเคลื่อนไหว 2 ทิศทาง
แต่อย่าลืมว่าเงินบาทแข็งค่าจาก 28 บาท มาเป็น 31 บาท ใช้เวลานานถึง 4 เดือน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยของไทยเอง แต่ช่วงหลังที่กลับมาอ่อนค่าเป็นเรื่องปัจจัยในต่างประเทศ
เงินที่ออกจากตลาดบอนด์เป็นกลุ่มกองทุนที่รับจ้างบริหาร ยังไม่ใช่การขายออกของกองทุนประกันสังคม กองทุนส่วนบุคคล หรือกองทุนของกลุ่มสถาบันการเงิน” จันทวรรณ กล่าว
ทั้งนี้ หากพิจารณาค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับสกุลเงินในภูมิภาค โดยตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา แข็งค่าขึ้น 0.20% จาก 30.61 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เป็น 30.55 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่เงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้น 1.68% ขณะที่ฮ่องกงอ่อนค่า 0.11% มาเลเซียอ่อนค่า 1.75% สิงคโปร์อ่อนค่า 2.32% อินโดนีเซียอ่อนค่า 2.43% ไต้หวันอ่อนค่า 2.73% ฟิลิปปินส์อ่อนค่า 4.12% อินเดียอ่อนค่า 4.64% และเกาหลีอ่อนค่า 4.81%
จะเห็นได้ว่า ค่าความผันผวนของเงินบาทยังสูงขึ้นกว่าในอดีต แต่ยังอยู่ในทิศทางเดียวกับสกุลในภูมิภาค โดยค่าเงินบาทตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมา มีความผันผวน 6.40% ต่ำกว่าฟิลิปปินส์ที่ 9.03% เกาหลีที่ 8.55% และมาเลเซียที่ 8.53%
ปัจจัยที่จะส่งผลต่อค่าเงินบาทในปีนี้ที่ต้องคิดตาม เพราะอาจจะทำให้เงินบาทแข็งค่า คือ 1.เงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรและหุ้น 2.การดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นเพิ่มสภาพคล่องในตลาดโลก 3.ความเสี่ยงจากกลุ่มประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้กระแสเงินทุนไหลเข้ามาไทยแทนที่จะกระจายไปภูมิภาค
สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า คือ 1.การคาดการณ์ว่าทางการจะออกมาตรการ เพื่อดูแลเงินทุนเคลื่อนย้าย
2.การแข็งค่าขึ้นของเงินเหรียญสหรัฐ จากคาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐจะลดการทำมาตรการคิวอี ทำให้มีเงินทุนต่างไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่รวมทั้งไทย
นี่คือสถานการณ์ที่ต้องติดตาม







