
ไทยเตรียมพร้อมรับมือ"คิวอี"เปลี่ยน
"ประสาร"เผยไทยเตรียมพร้อมรับมือคิวอีเปลี่ยน เผยปัจจุบันสภาพคล่องในระบบยังมีเพียงพอ เงินทุนไหลออกไม่กระทบมากนัก
"ประสาร"เผยไทยเตรียมพร้อมรับมือคิวอีเปลี่ยน เผยปัจจุบันสภาพคล่องในระบบยังมีเพียงพอ เงินทุนไหลออกไม่กระทบมากนัก
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาสถานการณ์เปลี่ยนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯมีสัญญาณการฟื้นตัว ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวกระตุกขึ้น และทำให้มีการตั้งคำถาม ว่ายุคดอกเบี้ยถูกหมดหรือยัง ซึ่งก็ยังไม่แน่ ตอนนี้ไม่มีใครทายได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อย่าง สหรัฐฯ ญี่ปุ่น ถึงจะมีสัญญาณการฟื้นตัวบ้าง แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเข้มแข็ง ดังนั้น การดำเนินนโยบายการเงิน
ดังนั้นธปท.จึงต้องคิดให้รอบครอบ เผื่อไว้ เพราะนโยบายจะไปฟันธงอย่างแม่นยำอาจจะพลาดเกิดเสียหายได้
การดำเนินนโยบายของสหรัฐฯและญี่ปุ่นก็คงต้องการความมั่นใจก่อนจะปรับนโยบายอะไร ฉะนั้น ในระยะใกล้ๆสถานการณ์อาจจะยังเป็นเหมือนที่เห็นในช่วงต้นปี แต่สิ่งที่จะสร้างความซับซ้อนในตลาดการเงิน คือ เห็นสถานการณ์อะไรก็กระโดดเข้าใส่อย่างรวดเร็ว ทำให้ค่าเงินบาทผันผวนต่อข่าวสารที่มากระทบ แต่คนลงทุนยาวใช้เงินมากก็ต้องระมัดระวัง ว่าการที่จะได้ดอกเบี้ยถูกไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ใช่แล้ว ตลาดการเงินคาดเดายาก มันไม่ปกติ เพราะการดำเนินนโยบายอัดฉีดเงินเข้าระบบสร้างความผันผวนให้เศรษฐกิจค่อนข้างมาก
ในช่วงที่ผ่านมา การดำเนินนโยบายการเงินด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ไม่ถือว่าล้มเหลว เพราะดอกเบี้ยนโยบายซึ่งเป็นดอกเบี้ยระยะสั้นชั่วข้ามคืน ได้ส่งผ่าน ดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงิน และตลาดตราสารหนี้ให้ปรับลดลง โดยผู้ที่เข้าไปกู้ยืมเงินในตลาดการเงินเหล่านี้ก็ได้ดอกเบี้ยตามดอเบี้ยนโยบายแล้ว ถือว่าการส่งผ่านสมบูรณ์แล้ว แต่การที่ธนาคารพาณิชย์ยังไม่ปรับลดอกเบี้ยตาม เนื่องจากยังไม่แน่ใจ และรอดูสถานการณ์ในช่วงที่ฝุ่นคุ้มให้จางก่อนค่อยพิจารณาปรับตัว
"แต่พอเหตุการณ์เปลี่ยนแบงก์ก็อาจไม่แน่ใจ เพราะเงินทุนไหลออก และไม่แน่ใจสถานการณ์เศรษฐกิจ เพราะดอกเบี้ยจะลดลงหรือไม่ ก็ไม่แน่ ทำให้แบงก์ก็คงจะหยุดดูสถานการณ์ก่อน"นายประสารกล่าว
กรณีสหรัฐฯกำลังพิจารณาลดหรือยกเลิกการดำเนินนโยบาย คิวอี นายประสารกล่าวว่า จะไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพตลาดโดยรวมของตลาดการเงินไทย เนื่องจากการดำเนินงานนโยบายการเงินได้เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆไว้ระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะการรักษาดุลยภาพต่อตลาดการเงินทั่วโลก การไม่ก่อหนี้ต่างประเทศมากเกินไป รวมถึงการดูแลเงินทุนสำรองไว้ในระดับที่เหมาะสม ประกอบกับการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยยังคงเป็นไปอย่างระมัดระวัง
ที่ผ่านมาเงินทุนเคยไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย 8 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 12% ของมูลค่าตลาดรวม ในช่วง2สัปดาห์ที่ผ่านมาขายออกไปก็ยังเหลือ 11%
ขณะนี้สภาพคล่องในระบบยังมีเพียงพอ เงินทุนไหลออกยังไม่ได้กระทบมากนัก โดยปัจจุบันสภาพคล่องในระบบอยู่ที่ 4.7 ล้านล้านบาท จาก 4.9-5.0 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่ได้ลดลงจากเงินทุนไหลออกอย่างเดียว แต่ขึ้นกลับการเพิ่มขึ้นหรือลงลงของเงินคงคลังภาครัฐและการปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบของสถาบันการเงินด้วย
"ตลาดการเงินในภาพรวมไม่น่ามีปัญหา ถึงจะช็อคหรือเรื่องให้ประหลาดใจ เศรษฐกิจไทยก็พอรับได้ แต่อยากเตือนธนาคารพาณิชย์ หรือ ลูกค้า ถ้าเกี่ยวข้องค่าเงินต้องระวังและซื้อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนไว้ด้วย อย่าคิดว่าเงินถูก เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า จนไปกู้เงินนอกเพราะคิดว่าต้นทุนถูก เพราะเอาเข้าจริงบวกต้นทุนสวอปแล้วเงินกู้นอกประเทศถูกกว่าในประเทศไม่ได้มาก จึงควรปิดความเสี่ยง ถ้าเปิดแล้วต้องปิดโพสซิชั่นด้วย เพราะถ้าสถานการณ์พลิกอาจจะขาดทุนพลิกอาจจะขาดทุน เป็นหนี้ คล้ายๆกับเมื่อปี 2540 ได้"นายประสารกล่าว
นอกจากนี้เงินทุนไหลออกในช่วงนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบให้สภาพคล่องสะดุด จากเดิมธปท.ต้องดุดสภาพคล่องออกจากระบบให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่พอเงินทุนไหลออกบ้างก็ช่วยให้ภาระในการดุดซับสภาพคล่องของธปท.ลดลงด้วย
ด้าน นายวิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)ทรีนีตี้ กล่าวว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมานักลงทุนทั่วโลกได้ปรับพอร์ตการลงทุนโดยการขายสินทรัพย์ในตลาดเกิดใหม่เกือบ 9 พันล้านเหรียญสหรัฐ ถือเป็นการขายที่มากที่สุดอันดับ 3 ในรอบ 12 ปี ซึ่งเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัย คือ 1) การส่งสัญญาณการลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 2) การที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ยืดนโยบายเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำในการซื้อสินทรัพย์แก่สถาบันการเงิน (Fixed Rate Operation) ซึ่งส่งผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนทำให้ค่าเงินเยนแข็งขึ้น และ3) การเกิดบอนด์ช็อค
ทั้งนี้ ฝ่ายวิเคราะห์ทรีนีตี้ คาดว่าการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐฯ จะส่งนัยเรื่องเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจ โดยคาดการณ์การลดขนาดการซื้อสินทรัพย์เป็น 3 กรณี คือ 1) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในเดือนกันยายนหรือธันวาคม อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 10 ปี จะเท่ากับ 2.0 - 2.2% ส่งผลให้หุ้นแกว่งออกด้านข้าง และให้รอปัจจัยใหม่ 2) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ในเดือนมิถุนายน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 10 ปีจะเท่ากับ 2.5% ส่งผลให้หุ้นจะถูกขายทำกำไรต่อเนื่อง และมีการปรับฐานขึ้นแรง 3) ลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงปีหน้า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ปรับตัวลดลงสู่ 1.6 - 1.8% ส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้น (Rally) และกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์จะโดดเด่น
นายวิศิษฐ์ กล่าวอีกว่า ทิศทางของการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของประเทศสหรัฐฯ (Fed) ตามที่ “ทรีนีตี้” คาดการณ์ไว้เชื่อว่ากรณีที่ 1 และกรณี 3 น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด เพราะถึงแม้อาจจะลดการออกมาตรการคิวอี ออกมาแต่ยังคงมีมาตรการอื่น เช่น การลดดอกเบี้ยบนทุนสำรองส่วนเกิน (Interest on Excess Reserve) และการกำหนดผลตอบแทน (Yield) ขั้นต่ำ ซึ่งสองมาตรการนี้อาจจะมีประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงมากกว่ามาตรการเชิงปริมาณ (QE)
นอกจากนี้การที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) เพิ่มขึ้น จะส่งผลให้เป้าหมายของ SET Index ปรับตัวลดลงเนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ถือว่าเป็นต้นทุนทางการเงิน และถ้าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield)ปรับตัวเร่งเร็วขึ้น จะส่งผลให้หุ้นถูกเทขายทำกำไรมากขึ้น เนื่องจากอนุพันธ์นี้ผูกกับอัตราดอกเบี้ยมีปริมาณถึง 500 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม “ทรีนีตี้” เชื่อว่า SET Index มีความยืดหยุ่นต่อแรงขายของนักลงทุนต่างประเทศค่อนข้างมาก เนื่องจากเม็ดเงินของนักลงทุนต่างประเทศในตลาดพันธบัตรและหุ้นมีแค่ 11,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยหลังจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ค.ศ. 2009 (เมื่อวัดจากดุลบัญชีทุนหรือ Capital Account และการเปลี่ยนแปลงของทุนสำรองของธนาคารแห่งประเทศไทยสุทธิจากดุลบัญชีเดินสะพัดและการลงทุนทางตรง)
นายวิศิษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่จะทำให้ดัชนีหุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ ได้ต้องมีปัจจัยดังนี้ 1) อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ 1.8 – 2.0% ทำให้การเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ของตลาดเกิดใหม่ 2) การประสบความสำเร็จของมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของญี่ปุ่นผ่านมาตรการคิวอี และการกระตุ้นการลงทุนผ่านการปฏิรูปภาษีหรือ Abenomis คือ ทำให้เม็ดเงินของภาคครัวเรือน และภาคเอกชนของประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่ประมาณ 73 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ออกมาลงทุนประมาณ 10% ของการเปลี่ยนแปลงพอร์ทโฟลิโอมาสู่สินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินสดถือเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุน (Fund Flow) ที่มาก 3) การเติบโตของบริษัทจดทะเบียนที่ระดับ 23% และ 4) การปรับลดภาษีนิติบุคคลธรรมดา และการปรับลดภาษีบุคคลธรรมดาเพื่อเพิ่มการบริโภค







