
เงินบาทอ่อนค่า
ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงเดือน มิ.ย. ประเทศไทยเริ่มเห็นภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออก ซึ่งเป็นผลจากตลาดทุนโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและผลตอบแทนตลาดทุน รวมทั้งพันธบัตรระหว่างประเทศ ส่งผลให้เป็นแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ซึ่งมีการผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เงินบาทมีการอ่อนค่าใกล้เคียงหรือมากกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2555
ในช่วงเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงเดือน มิ.ย. ประเทศไทยเริ่มเห็นภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออก ซึ่งเป็นผลจากตลาดทุนโลกตกอยู่ในภาวะผันผวนอย่างรุนแรง มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและผลตอบแทนตลาดทุน รวมทั้งพันธบัตรระหว่างประเทศ ส่งผลให้เป็นแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ซึ่งมีการผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เงินบาทมีการอ่อนค่าใกล้เคียงหรือมากกว่าค่าเฉลี่ยของปี 2555
ทั้งนี้ ปัจจัยต่างๆ ซึ่งส่งผลให้เงินบาทมีการอ่อนค่า ประกอบด้วย (1) ความเป็นไปได้ของการทยอยลดขนาดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ (QE3) ของสหรัฐ จากตัวเลขทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัว โดยตัวเลขการว่างงานที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น ซึ่งลดลงมาแตะที่ร้อยละ 7.50–7.60 ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสูงสุดในรอบ 5 ปีที่อัตราร้อยละ 76.2 ซึ่งสัญญาณการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED อาจพิจารณาปรับเปลี่ยนท่าทีลดขนาดการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบ (QE3) รวมทั้งเมื่อเดือน พ.ค. ธนาคารกลางสหรัฐได้มีการปรับดอกเบี้ยพันธบัตรให้สูงขึ้นจากเดิมอัตราร้อยละ 1.70 เป็นร้อยละ 2 ส่งผลให้มีเงินทุนไหลกลับเข้าไปลงทุนในประเทศ ทั้งในตลาดทุนและในทรัพย์สิน ซึ่งจะส่งผลทำให้เงินเหรียญสหรัฐมีการแข็งค่า
(2) มาตรการกระทรวงการคลัง ส่งผลให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในลักษณะเก็งกำไร ตามที่กระทรวงการคลังได้กำหนดกรอบรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ 22 มาตรา ซึ่งออกมา เมื่อวันที่ 28 พ.ค. 2556 แสดงให้เห็นถึงรัฐบาลเริ่มมีความจริงจังในการควบคุมเงินทุนไหลเข้า (Capital Control) ส่งผลให้นักลงทุนที่จะเข้ามาเก็งกำไร มีการชะลอการนำเงินเคลื่อนย้ายเข้ามาในไทย และกลับมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเงินกลับไปลงทุนในสหรัฐ ซึ่งเศรษฐกิจมีสัญญาณการฟื้นตัว ส่งผลต่ออุปสงค์เงินบาทน้อยลง กดดันเงินบาทให้อ่อนค่า
(3) การปรับพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ ที่ผ่านมามีกระแสเงินไหลเข้ามาลงทุนในตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ไทยเป็นจำนวนมาก เนื่องจากให้อัตราผลตอบแทนที่สามารถทำกำไรได้ (P/E Ratio) อย่างไรก็ดี ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ได้ไต่ระดับไปอยู่ในจุดที่มีช่องว่างทำกำไรได้น้อยลง นักลงทุนส่วนหนึ่งจึงเคลื่อนย้ายเงินลงทุนออกไปในตลาดซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่าไทย อีกทั้งพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ออกมาใหม่ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเดิม จึงเป็นปัจจัยทำให้เงินทุนไหลออก
(4) สัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน จากตัวเลขเศรษฐกิจของจีนในไตรมาสแรกของปี 2556 ที่เติบโตได้ร้อยละ 7.70 จากที่มีการประเมินไว้ว่าจะเติบโตได้ร้อยละ 8 และยังคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจีนในไตรมาส 2 อาจมีการชะลอตัวลงมากกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ และตัวเลขดัชนีผลผลิตอุตสาหกรมที่ชะลอตัวลง ซึ่งการที่เศรษฐกิจจีนเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวลง ทำให้นักลงทุนเห็นว่า ภูมิภาคเอเชียเริ่มมีความเสี่ยง เพราะเศรษฐกิจของอาเซียนรวมทั้งไทยค่อนข้างเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจีน ซึ่งเป็นปัจจัยส่วนหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนไหลกลับไปในที่ปลอดภัย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เงินบาทจากนี้ไปจนถึงอย่างน้อยปลายไตรมาส 3 มีโอกาสที่จะผันผวนไปในทางอ่อนค่า ซึ่งหากเกินความสมดุลก็จะกระทบกับเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากมูลค่าการส่งออกและการนำเข้ามีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ซึ่งหากเงินบาทอ่อนค่ามากจนเกินพอดีจะกระทบภาคนำเข้า ซึ่งจะทำให้วัตถุดิบในการผลิตสินค้ามีราคาสูงขึ้นเมื่อแปลงค่าเป็นเงินบาท โดยเฉพาะราคาน้ำมันจะส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในประเทศ และอาจทำให้เกิดเงินเฟ้อที่สูง รวมทั้งเอกชนซึ่งกู้เงินเป็นเงินตราต่างประเทศจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นมีความจำเป็นที่ภาครัฐจะต้องกำหนดมาตรการที่เหมาะสมให้กับภาคการผลิต ทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม รวมทั้งภาคบริการให้สามารถรับมือภายใต้เศรษฐกิจและการเงินที่ผันผวนของโลกได้อย่างยั่งยืน







