
THAI ปิดทุกจุดเสี่ยง
ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความเสี่ยงมากมายที่เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงาน
โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์
ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การทำธุรกิจไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีความเสี่ยงมากมายที่เข้ามามีบทบาทและส่งผลกระทบต่อผลดำเนินงาน ความเสี่ยงตรงหน้าที่มีปัญหาอย่างมากขณะนี้ของเกือบทุกบริษัท คือ อัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนมากและรวดเร็ว เงินบาทจากที่เคยแข็งค่าสุดที่ 28.84 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 2556 สัปดาห์ที่ผ่านมากลับร่วงแตะระดับอ่อนค่าสุดในรอบ 9 เดือนที่ 31.17 บาท ก่อนดีดขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 30.55 บาท เมื่อวันศุกร์ที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา
ค่าเงินบาทไม่ว่าจะแข็งค่าขึ้นหรืออ่อนค่าลง ก็ย่อมส่งผลทั้งทางบวกและทางลบต่อธุรกิจทั้งสิ้น
สำหรับบริษัท การบินไทย (THAI) สายการบินแห่งชาติและเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ที่มีรายได้ในแต่ละปีกว่า 2 แสนล้านบาท และประมาณ 70% ของรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ มีวิธีการบริหารความเสี่ยงและรับมืออย่างไร!!!
วสุกานต์ วิศาลสวัสดิ์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายการเงินและการบัญชี บริษัท การบินไทย ให้สัมภาษณ์ว่า การบินไทยให้ความสำคัญในเรื่องการบริหารความเสี่ยงมาโดยตลอด และมีการตั้งคณะกรรมการ (บอร์ด) บริหารเงินสดและการลงทุนเพื่อติดตามและเกาะติดสถานการณ์ตลอดอยู่แล้ว
ล่าสุดได้มีการแต่งตั้ง ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ เข้ามาเป็นประธานที่ปรึกษา และคณะกรรมการบริษัทก็ได้ให้นโยบายให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ บริษัท การบินไทย มีโครงสร้างที่มาของรายได้ประมาณ 70% จากต่างประเทศและมีค่าใช้จ่ายสำคัญคือ น้ำมัน คิดเป็นเกือบ 40% ของรายจ่ายทั้งหมด เป็นเงินสกุลเหรียญสหรัฐ เป็นวิธีการบริหารความเสี่ยงไปในตัวอยู่แล้ว หรือ Natural Hedging และการบินไทยได้ซื้อสวอปน้ำมันประมาณ 70%
“เราได้เปรียบบริษัทอื่นและผู้ส่งออกรายอื่นๆ เพราะเรามีทั้งรายได้และรายจ่ายเป็นเงินตราต่างประเทศ จึงเฮดจิงกันในตัวอยู่แล้ว”
เป้าหมายหลักในการป้องกันความเสี่ยงไม่ได้หวังว่าจะต้องมีกำไร แต่ทำเพื่อให้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเป็นศูนย์ แต่หากทำแล้วมีกำไรก็ถือเป็นผลพลอยได้เท่านั้น
วสุกานต์ กล่าวว่า การที่บริษัทมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศ การจัดหาเงินกู้ก็จำเป็นที่ต้องสอดคล้องกับรายได้ด้วย ซึ่งปัจจุบันในพอร์ตหนี้ของบริษัท ที่มีอยู่ 1.5 แสนล้านบาท เป็นหนี้เงินเยน 10% เงินยูโร 38% และหนี้เงินบาท 50% ส่วนหนี้ในรูปเงินเหรียญสหรัฐมีน้อยมาก เพราะรายได้จากเงินเหรียญสหรัฐจะถูกจับคู่กับค่าน้ำมันไปแล้ว โดยจะซื้อล่วงหน้าราคาน้ำมัน
ดังนั้น จึงจะเห็นว่าในช่วงจังหวะที่เงินบาทแข็งค่า แล้วมีคำถามว่าทำไมการบินไทยไม่ฉวยจังหวะคืนหนี้ เหตุผลที่ไม่ทำ เพราะบริษัทแทบจะไม่มีหนี้เงินเหรียญสหรัฐเลย!!!
เรื่องการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน นอกจากมีคณะกรรมการดูแลเฉพาะอยู่แล้ว บริษัทก็มีระบบซอฟต์แวร์ที่ให้สถาบันการเงินคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ เมื่อใส่ตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยย้อนหลัง 1-2 ปีมาใช้ในการคาดการณ์ ค่าที่ได้รับมีทั้งขาดทุนและกำไรเกิดขึ้นได้ คือมีโอกาสขาดทุน 4,000 ล้านบาท และมีโอกาสมีกำไร 5,400 ล้านบาท แต่ในที่สุดจะได้รับผลเท่าไรก็ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการนั่นเอง
สำรองเงินสด 2 เดือน
วสุกานต์ กล่าวว่า ธุรกิจสายการบินเป็นธุรกิจที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงเยอะมาก ทั้งเรื่องราคาน้ำมัน นโยบายของแต่ละประเทศ การชุมนุมประท้วงต่างๆ ดังนั้นการบริหารกระแสเงินสดจะมีความสำคัญมาก เพราะจะต้องมีเงินสดในมือตลอดเวลา ซึ่ง THAI มีนโยบายในการสำรองเงินสดไว้ประมาณ 15% ของรายได้ทั้งหมด หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท จากรายได้ 2 แสนล้านบาทตลอดเวลา ซึ่งเงินสดสำรองประมาณนี้จะทำให้บริษัทอยู่ได้ประมาณ 2 เดือน โดยไม่ต้องทำธุรกิจเลย หากเจอความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทไม่ได้กำหนดจำนวนในการสำรองเงินสดไว้ ขณะที่บริษัทการบินในต่างประเทศดำรงไว้ประมาณ 910% เท่านั้น
“เงินสดสำรอง 15% ไม่ได้เป็นเงินสดทั้งหมด แต่บางส่วนจะเป็นเครดิตไลน์อายุ 35 ปี เพราะสามารถเบิกใช้ได้ภายใน 35 วัน ซึ่งเร็วกว่าวงเงินเบิกเกินบัญชีของธนาคารที่ต้องใช้เวลา และเหตุที่การบินไทยสามารถดำเนินการได้เพราะด้วยเครดิตที่ดีของบริษัทที่กว่า 50 ปี ไม่เคยผิดนัดชำระหนี้เลย”
นอกจากนี้ เมื่อมีเงินสดสำรองก็จำเป็นต้องบริหารเงินทุนจำนวนนี้ด้วย ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการลงทุนในตั๋วแลกเงิน ตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตที่ดี และเงินฝาก เพื่อให้เกิดผลตอบแทนด้วย
วสุกานต์ กล่าวว่า บอร์ดยังมีนโยบายให้เจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อจะขยายอายุหนี้เงินกู้ให้ยาวขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดการกระจุกตัวเมื่อหนี้ถึงระยะเวลาครบกำหนดชำระ ซึ่งปัจจุบันอายุหนี้เฉลี่ยของบริษัทอยู่ที่ 4 ปี ซึ่งหากเป็นไปได้ก็อยากขยายอายุออกไปเป็น 10 ปี
หาแหล่งทุนใหม่เสริม
วสุกานต์ กล่าวว่า บริษัทยังมีความสนใจในการหาแหล่งทุนใหม่ๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ดอกเบี้ยต่ำและบริษัทจะต้องรับมอบเครื่องบินใหม่ A380 ทั้งที่เช่าและซื้อ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เงินทุนเยอะ และอาจจะทำให้หนี้ของบริษัทเพิ่มทุนจาก 1.5 แสนล้านบาท เป็น 1.7 แสนล้านบาท หรือทำให้สัดส่วนหนี้ต่อทุน (D/E) เพิ่มขึ้นจาก 2.3 เท่าขึ้นไปอยู่ที่ 2.5 เท่า ซึ่งบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษา ทั้งในเรื่องของการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) การออกหุ้นกู้คล้ายทุน (ไฮปริด) บอนด์ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจในอนาคต







