posttoday
วิธีออมเงินให้มากขึ้นโดยใช้จิตวิทยาของมนุษย์

วิธีออมเงินให้มากขึ้นโดยใช้จิตวิทยาของมนุษย์

17 มิถุนายน 2556

โดย....ธีระ ภู่ตระกูล CFP นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

โดย....ธีระ ภู่ตระกูล CFP® นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย

วิธีการออมเงินที่เก่าแก่ที่สุดวิธีหนึ่งคือ ใช้จ่ายเท่าที่คุณมีเหลือหลังจากการออม เราลองตั้งสมมุติฐานว่า คุณได้รับเงินเดือน 50,000 บาท และคุณตั้งใจกันไว้ร้อยละ 20 หรือ 10,000 บาท เป็นประจำทุกเดือน เพื่อใช้ในการลงทุนระยะยาว ในด้านจิตวิทยา คุณควรจะมองตัวเลข 40,000 บาทเท่านั้น โดยการกัน 10,000 บาท ตั้งแต่แรก เพื่อใช้ในการลงทุนตามใจชอบของคุณ อาทิ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ  ประกันชีวิต LTF หรือ RMF เป็นต้น คุณจะมีเสรีภาพในการใช้จ่ายในส่วนที่เหลือ หรือ 40,000 บาท แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนมากไม่สามารถจะเอาชนะความเคยชินเดิมๆ ได้ เนื่องจากเรามักจะใช้จ่ายก่อน แล้วออมส่วนที่เหลือ

ผมเพิ่งอ่านบทความหนึ่งเกี่ยวกับวิธีที่จะออมเงินให้มากขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม ความลับคือ ทำทุกอย่างให้เหมือนกับนักบินอัตโนมัติ (autopilot) ซึ่งส่วนมากจะเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาของมนุษย์ สิ่งที่มนุษย์รังเกียจมากกว่าการตัดสินใจ คือ การเปลี่ยนใจ ในการศึกษาเมื่อปี ค.ศ. 2003 (พ.ศ. 2546) ของการบริจาคอวัยวะร่างกายใน เดนมาร์ค เยอรมนี และสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่ให้ประชาชนระบุความประสงค์ในการบริจาคอวัยวะต่างๆ พบว่า เพียงร้อยละ 4-17 ยอมที่จะบริจาค แตกต่างจากประเทศใกล้เคียง อาทิ ออสเตรีย ฝรั่งเศส และโปแลนด์ ซึ่งประชาชนทุกคนถือว่ายินดีที่จะเป็นผู้บริจาคอวัยวะโดยอัตโนมัติ นอกจากจะเลือกที่ไม่บริจาค มากกว่า ร้อยละ 99 ของประชาชนในสามประเทศดังกล่าวยินยอมที่จะบริจาคอวัยวะของตน

วิธีหนึ่งที่จะบังคับให้คนออมเงินมากขึ้น คือ ต้องมีการสมัครเข้าระบบการออมโดยอัตโนมัติ โดยที่นายจ้างจะแบ่งเงินเดือนส่วนหนึ่งของลูกจ้างใหม่ เพื่อสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพโดยอัตโนมัติ นอกจากลูกจ้างคนดังกล่าวไม่ยินยอมที่จะให้หักเงินดังกล่าวซึ่งลูกจ้างสามารถเลือกหรือเปลี่ยนทางเลือกได้ทุกเวลา

ถึงแม้ว่าในสหรัฐอเมริกา แผนการออมโดยอัตโนมัติทำให้มีผู้ออมรายใหม่เป็นนับล้านกว่าคนในแผน 401(k)s (เทียบเท่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบ้านเรา) ผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่มักจะกำหนดอัตราสมทบกองทุนที่ร้อยละ 3 และเนื่องจากเป็นการกระทำโดยอัตโนมัติ ลูกจ้างส่วนมากก็จะขี้เกียจที่จะเปลี่ยนอัตราสมทบในกองทุนดังกล่าวในอัตราที่สูงขึ้น การเข้าร่วมแผนการออมโดยอัตโนมัติ ทำให้คนออมเงินมากขึ้นในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่สำหรับคนส่วนมาก เป็นการออมที่น้อยเกินไป

อีกวิธีที่ประสบความสำเร็จคือการที่นำส่วนเพิ่มของเงินออมดังกล่าวให้ดำเนินการโดยอัตโนมัติ ในรูปแบบของ “การเพิ่มเงินออมโดยอัตโนมัติ” กล่าวคือ ลูกจ้างยินยอมที่จะเพิ่มอัตราเงินสมทบในแผนการออมให้มากขึ้น ตามระยะเวลาที่พวกเขาทำงาน ซึ่งก็ทำให้เขาต้องเจ็บปวดน้อยลงกับจำนวนเงินที่มีใช้น้อยลง การเพิ่มอัตราเงินสมทบจะเกิดขึ้นพร้อมกับการเพิ่มเงินเดือน เพราะฉนั้น เงินที่เหลือที่สามารถนำไปใช้จ่ายได้ก็จะเท่าเดิม ไม่น้อยลงหลังจากที่ได้สมทบทุนมากขึ้น โดยที่ลูกจ้างสามารถเลือกที่จะร่วมหรือไม่ร่วมในแผน/โครงการดังกล่าวได้ตลอดเวลา

 อย่างไรก็ตาม น้อยกว่าครึ่งของผู้ว่าจ้างที่มีแผนการออมโดยอัตโนมัติ จะมีทางเลือกของการเพิ่มเงินออมโดยอัตโนมัติ บริษัทและองค์กรส่วนมากเกรงว่าวิธีดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นการบังคับลูกจ้างมากเกินไป ผลที่ได้รับคือ ประมาณ 2 ใน 3 ของแผนที่มีทางเลือกในการเพิ่มเงินออมโดยอัตโนมัติ จำเป็นต้องให้ลูกจ้างตัดสินใจเลือกหรือไม่เลือกการเข้าร่วมทางเลือกดังกล่าว

จากการวิจัยของ T. Rowe Price พบว่า สำหรับแผน 401(k)s ที่จะต้องเลือกการเพิ่มอัตราสมทบในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพพร้อมกับการเพิ่มเงินเดือนประจำปี มีเพียงร้อยละ 8 ของผู้เข้าร่วมแผนดังกล่าวจะเลือกให้เพิ่มอัตราเงินออมโดยอัตโนมัติ แต่หากมีการเข้าร่วมทางเลือกดังกล่าวโดยอัตโนมัติ ร้อยละ 65 ของผู้เข้าร่วมแผนการออมดังกล่าว จะไม่ถอนตัวออก ถึงแม้ว่ามีสิทธิที่จะถอนตัวได้ตลอดเวลา

ผมคิดว่า บริษัทในประเทศไทยจะประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้พนักงานออมทรัพย์มากขึ้นหากทำตามตัวอย่างที่มีในสหรัฐฯ หากคุณเป็นผู้ว่าจ้างที่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุณควรจะให้ลูกจ้างของคุณเข้าร่วมกองทุนดังกล่าวโดยอัตโนมัติ พร้อมกับร่วมแผนการเพิ่มเงินออมโดยอัตโนมัติเช่นกัน  หากคุณไม่ได้เป็นมนุษย์เงินเดือนหรือมีกิจการส่วนตัว มีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมและธนาคารหลายแห่งที่มีแผนการออมรายเดือนโดยอัตโนมัติ (automatic monthly saving plan)  โดยที่คุณแจ้งความประสงค์ของคุณไว้ว่าจะหักเงินรายเดือนเท่าไร เพื่อจะนำไปเข้าร่วมแหล่งการลงทุนตามที่คุณต้องการ

ผู้อ่านสามารถส่งคำถามเกี่ยวกับการเงินส่วนบุคคลให้ผมได้ที่ [email protected]

 

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า