
แนะไมซ์โตข้ามแดน
กระตุ้นเอกชนใช้เอกลักษณ์ไทยดึงต่างชาติทีเส็บจ่อพาหาช่องลงทุน4ประเทศ
กระตุ้นเอกชนใช้เอกลักษณ์ไทยดึงต่างชาติทีเส็บจ่อพาหาช่องลงทุน4ประเทศ
อดีตเลขาฯ อาเซียนแนะธุรกิจไมซ์ไทยโตนอกบ้าน ด้านทีเส็บเตรียมพาผู้ประกอบการดูลู่ทาง 4 ประเทศ
นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ถือเป็นอำนาจแบบอ่อน (Soft Power) ที่ไทยมีมากกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เป็นจุดขายที่ควรรักษาไว้ โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่จะมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และเมื่อบวก 6 ประเทศคู่เจรจา จะทำให้โอกาสในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นมหาศาล
ศักยภาพของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยมีมากพอ แต่ความท้าทายอยู่ที่จะเพิ่มความสามารถให้รองรับตลาดที่มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไร ขณะที่ประเทศอื่นๆ ก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่ดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง
อุตสาหกรรมไมซ์ไทยจำเป็นต้องใช้จุดแข็งที่มีทั้งรอยยิ้มและเอกลักษณ์แบบไทยที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งต้องหาวิธีว่าจะผนวกรวมเอาสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะเหล่านี้ดึงดูดให้ชาวต่างชาติเข้ามาได้อย่างไร โดยให้ชาวต่างชาติเหล่านี้รู้สึกอบอุ่นตั้งแต่ต้น เช่น อำนวยความสะดวกเรื่องการตรวจคนเข้าเมือง
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรตระหนักว่ากลุ่มคนชั้นกลางกำลังขยายตัวอย่างมาก คนเหล่านี้มีกำลังซื้อ ต้องการคุณภาพ ความมั่นใจ ตรงไปตรงมา และคุณภาพสินค้าบริการที่มีมาตรฐาน รวมถึงทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการเป็นเจ้าภาพจัดงานในระดับโลกและภูมิภาค
ด้านนางนิชาภา ยศวีร์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมไมซ์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือทีเส็บ กล่าวว่า ทีเส็บเน้นพัฒนาผู้ประกอบการไมซ์ไทยขนาดกลางและขนาดย่อมให้เตรียมพร้อมสู่เออีซี โดยให้ความรู้และเสริมความสามารถในเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกอบการออกไปลงทุนนอกประเทศมากขึ้น
“ประเทศที่มาแรงสุดตอนนี้คือ พม่า ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศอย่างมาก ส่วนเวียดนามเป็นประเทศที่ ก้าวข้ามเรื่องพื้นฐานแล้ว เริ่มมีการพัฒนาด้านไมซ์มากขึ้น ลาวมีศักยภาพมาก แต่ นักธุรกิจไทยยังไม่ค่อยสนใจมากนัก และอินโดนีเซียอยู่ในเรดาร์เพราะมีความพร้อมใกล้เคียงกับเวียดนาม ยังมีพื้นที่ให้เล่นอีกมาก” นางนิชาภา กล่าว
ทั้งนี้ ทีเส็บเตรียมพาผู้ประกอบการไมซ์ไทยเดินทางไปศึกษาลู่ทางการลงทุน และดำเนินธุรกิจในกลุ่มอาเซียนทั้ง 4 ประเทศ แบ่งเป็น 3 เส้นทาง ได้แก่ อินโดนีเซีย เดินทาง 37 ก.ค. พม่า เดินทาง 20-23 ส.ค. ส่วนเวียดนามและลาว เดินทาง 3-6 ก.ย.







