posttoday
สถาบันสอนภาษาแข่งเดือดรับยุคตื่นตัวเออีซี

สถาบันสอนภาษาแข่งเดือดรับยุคตื่นตัวเออีซี

14 มิถุนายน 2556

การรวมประชาคมอาเซียนในปี 2558 กลายเป็นหนึ่งปัจจัยเร่งให้คนไทยตื่นตัวพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศมากขึ้น และกลายเป็นโอกาสทองของสถาบันสอนภาษา

การรวมประชาคมอาเซียนในปี 2558 กลายเป็นหนึ่งปัจจัยเร่งให้คนไทยตื่นตัวพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศมากขึ้น และกลายเป็นโอกาสทองของสถาบันสอนภาษา

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่า ผู้เรียนภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาทักษะจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 432,000 คน ในปี 2555 เป็น 746,500 คน ในปี 2558 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% ต่อปี พร้อมคาดว่ามูลค่าตลาดสถาบันสอนภาษาต่างชาติเพื่อพัฒนาทักษะจะเพิ่มขึ้นจาก 6,044 ล้านบาท ในปี 2555 เป็น 11,023 ล้านบาท ในปี 2558 หรือเติบโตเฉลี่ย 22% ต่อปี แบ่งเป็นมูลค่าตลาดสถาบันสอนภาษาขนาดใหญ่ 3,441 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตของมูลค่าตลาดเฉลี่ย 34% ต่อปี และมูลค่าตลาดสถาบันขนาดกลางและเล็ก 7,582 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี

ท่ามกลางความต้องการของผู้เรียนที่เพิ่มขึ้น การแข่งขันในตลาดก็จะรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดสถาบันสอนภาษาขนาดใหญ่ที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่มีผู้ประกอบการหลักจำนวนไม่กี่ราย ทั้งนี้ สถาบันสอนภาษาขนาดใหญ่มีจุดแข็งด้านแบรนด์ เงินทุน เทคโนโลยี การทำการตลาด เครือข่ายพันธมิตร และความเชี่ยวชาญด้านทำเล ต่างใช้กลยุทธ์แข่งขันแบบเดียวกัน คือ เน้นคุณภาพการเรียนโดยผู้สอนชาวต่างชาติเจ้าของภาษา ความหลากหลายของหลักสูตร ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเรียน บริการแนะแนวการศึกษา และจัดกิจกรรมกับเครือข่ายพันธมิตร แม้ว่าค่าเรียนต่อหลักสูตรจะสูง แต่มีการส่งเสริมการขายเพื่อจูงใจผู้เรียน เช่น ผ่อนชำระค่าเรียนได้ สถาบันขนาดใหญ่มักเริ่มทำธุรกิจในทำเลใจกลางกรุงเทพฯ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการกระจุกตัวของอาคารสำนักงาน ก่อนขยายสาขาไปที่ศูนย์การค้า ย่านชานเมือง นอกจากนี้ยังขยายการลงทุนไปยังต่างจังหวัดที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ เช่น จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ทั้งในรูปแบบขยายการลงทุนเอง และการขายแฟรนไชส์

สำหรับสถาบันสอนภาษาขนาดกลางและเล็กที่มีผู้ประกอบการจำนวนมากนั้น มีจุดแข็งด้านความสัมพันธ์ เข้าใจความต้องการและข้อจำกัดของผู้เรียนในท้องถิ่น ค่าเรียนไม่สูงมากนัก

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดการณ์ว่า การขยายธุรกิจของสถาบันสอนภาษาขนาดใหญ่และการใช้กลยุทธ์เพื่อดึงดูดผู้เรียน จะส่งผลให้สัดส่วนมูลค่าตลาดสถาบันขนาดใหญ่มีแนวโน้มสูงขึ้นจาก 24% ของมูลค่าตลาดสถาบันสอนภาษาต่างประเทศในปี 2555 เป็น 31% ในปี 2558 ขณะที่สัดส่วนมูลค่าตลาดสถาบันขนาดกลางและเล็กมีแนวโน้มลดลง จาก 76% ของมูลค่าตลาดสถาบันสอนภาษาทั้งหมดในปี 2555 เหลือ 69% ในปี 2558

ทิศทางการแข่งขันและการเปลี่ยนโครงสร้างผู้เล่นในตลาด ทำให้สถาบันสอนภาษาต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการและข้อจำกัดของผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย โดยกลุ่มผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะสำหรับการศึกษา จะให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของสถาบัน และระยะเวลาการเรียน ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สถาบันขนาดใหญ่มีศักยภาพการเจาะผู้เรียนกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากมีข้อได้เปรียบในเรื่องของแบรนด์ เทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ จึงควรใช้จุดแข็งดังกล่าวสร้างความคุ้มค่าแก่ผู้เรียน และอาจพัฒนาหลักสูตรเฉพาะสำหรับบุคลากรสายงานอาชีพต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง แรงงานวิชาชีพ 8 อาชีพที่จะเปิดเสรีภายใต้กรอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

ขณะเดียวกัน กลุ่มผู้เรียนเพื่อพัฒนาทักษะการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันและการทำงาน จะพิจารณาความสะดวกและความยืดหยุ่นในการเรียนเป็นสำคัญ รวมถึงค่าเรียนต่อหลักสูตรไม่สูงเกินไป และไม่คำนึงถึงเรื่องแบรนด์ของสถาบันมากนัก ดังนั้นกลุ่มนี้มีแนวโน้มเลือกเรียนในสถาบันขนาดกลางและเล็ก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยแนะนำว่า สถาบันกลุ่มนี้ควรใช้ข้อได้เปรียบด้านความสัมพันธ์และความเข้าใจถึงความต้องการ รวมถึงข้อจำกัดของผู้เรียนในท้องถิ่น เจาะกลุ่มผู้เรียนในพื้นที่ ยกตัวอย่างเช่น การเจาะกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในท้องถิ่นที่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษในการทำธุรกิจ และการขยายธุรกิจสอนภาษาต่างประเทศอื่นๆ เช่น ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น และภาษาของประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

ขณะที่ในระยะยาว สถาบันขนาดกลางและเล็กต้องสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน ด้วยการพัฒนาสถาบันให้มีคุณภาพ ทั้งในด้านผู้สอน ความหลากหลายของหลักสูตร ความยืดหยุ่นสำหรับผู้เรียน การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเรียน แต่กำหนดค่าเรียนไม่สูงมากนัก เพื่อเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้เรียน

ข่าวล่าสุด

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า

“ปากคลองไม่มีวันตาย” LINE MAN MART ดันยอดขายดอกไม้โต 1.5 เท่า