posttoday
ทันสถานการณ์รอบสัปดาห์

ทันสถานการณ์รอบสัปดาห์

14 มิถุนายน 2556

เก็บค่าจอดดอนเมืองเริ่ม ส.ค.นี้

เก็บค่าจอดดอนเมืองเริ่ม ส.ค.นี้

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล สดมณี ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เปิดเผยว่า ทอท.เตรียมนำระบบอัตโนมัติเข้ามาให้บริการจัดเก็บค่าจอดรถภายในสนามบินดอนเมือง เพื่อเพิ่มรายได้และการบริการภายในสนามบินให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการฟรี คาดว่าจะสามารถจัดเก็บได้ประมาณเดือน ส.ค.นี้ โดยเบื้องต้นจะใช้วิธีเช่าระบบเข้ามาให้บริการก่อน เนื่องจากการจัดหาระบบเองจะต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี “ตอนแรก ทอท.มีแผนจะจัดเก็บค่าจอดรถในช่วงสิ้นเดือนมิ.ย.นี้ จากปัจจุบันที่เปิดให้บริการฟรี แต่ยังไม่มีความพร้อมจึงต้องเลื่อนออกไปอีกอย่างน้อย 12 เดือน โดยยืนยันว่าอัตราค่าบริการจะไม่สูงมาก จะเก็บให้ถูกที่สุด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับประชาชนที่เข้าใช้บริการ” ว่าที่ร.ท.จตุรงคพล กล่าว

ทั้งนี้ ทอท.จะดำเนินการเอง ไม่ปล่อยให้เอกชนเข้ามาดำเนินการเหมือนที่สนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อให้รายได้เข้า ทอท.ทั้งหมด โดยระบบดังกล่าวจะไม่มีคนเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลย ตั้งแต่ขั้นตอนการเข้าไปในลานจอดรถ ที่จะต้องกดรับบัตรจากเครื่องก่อน ส่วนขาออกก็เสียบบัตรที่ตู้ จะปรากฏจำนวนเงินที่ต้องจ่าย ก็ป้อนเงินเข้าไปในเครื่องให้เพียงพอกับจำนวนยอดที่แจ้ง หากป้อนเงินเกิน ระบบก็จะทอนให้โดยอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

บินถกเจทีซีกับแอฟริกาใต้

นางพิรมล เจริญเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ จะเป็นหัวหน้าคณะเดินทางไปร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (เจทีซี) ไทยแอฟริกาใต้ ครั้งที่ 3 วันที่ 18 มิ.ย. ที่เมืองเคปทาวน์ แอฟริกาใต้ เพื่อหาลู่ทางในการขยายการค้าการลงทุนระหว่างกันให้เพิ่มขึ้น หลังจากที่การประชุมได้ว่างเว้นมานานกว่า 8 ปี ตั้งแต่ปี 2548 โดยมีแผนที่จะตั้งเป้าขยายการค้าสองฝ่ายให้เพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2560

ทั้งนี้ ไทยจะใช้โอกาสนี้ในการติดตามประเด็นปัญหาทางการค้าต่างๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคในการส่งออกของไทย โดยเฉพาะการผลักดันการส่งออกผลไม้ไทย เช่น มังคุดและลำไย รวมถึงการหารือถึงโอกาสทางการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนในสาขาที่แอฟริกาใต้มีความต้องการให้นักลงทุนไทยเข้าไป เช่น สาขาโครงสร้างพื้นฐาน การทำเหมืองแร่ และโทรคมนาคม ขณะเดียวกัน จะผลักดันให้แอฟริกาใต้ซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น เช่น ข้าว เป็นต้น

สำหรับการค้าระหว่างไทยแอฟริกาใต้ในปัจจุบัน ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของแอฟริกาใต้ ในกลุ่มประเทศอาเซียน และแอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในภูมิภาคแอฟริกา โดยระยะ 5 ปีที่ผ่านมา (25512555) การค้าสองฝ่ายมีมูลค่าเฉลี่ย 2,973 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และไทยได้ดุลการค้าเฉลี่ย 1,002 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

++ทั้งนี้ เฉพาะในปี 2555 แอฟริกาใต้เป็นคู่ค้าลำดับที่ 24 ของไทย มีมูลค่าการค้าระหว่างกันสูงถึง 4,726 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 32% จากปี 2554 และมีสัดส่วนการค้า 0.99% ของการค้าไทยทั้งหมด โดยไทยได้ดุลการค้าจากแอฟริกาใต้ 953 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งในปี 2555 ไทยส่งออกไปยังแอฟริกาใต้รวม 2,840 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29% จากปี 2554 ส่วนการนำเข้า มีมูลค่ารวม 1,887 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 37% จากปี 2554++อย่างไรก็ตาม การประชุมเจทีซีไทยแอฟริกาใต้ ครั้งที่ 3 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 18 มิ.ย.นั้น จะมีทั้งการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Official Meeting: SOM) ในวันที่ 14 มิ.ย. และการประชุมระดับรัฐมนตรี ในวันที่ 18 มิ.ย. โดยการประชุมครั้งนี้จะสอดคล้องกับวาระครบรอบ 20 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและแอฟริกาใต้ ในปี 2556

ไฟเขียว 5 แห่งตั้งโรงงาน

นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยหลังการเป็นประธานประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการอนุญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ว่า ขณะนี้มีโรงงานที่ผ่านการอนุมัติอีก 5 ราย จากจำนวน 8 รายที่ได้มีการพิจารณา คิดเป็นเงินลงทุน 9,370 ล้านบาท เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน 3 แห่ง กำลังการผลิต 47.36 เมกะวัตต์ ได้แก่ 1.บริษัท เอ.พี.เค กรีนเอ็นเนอร์จี ผลิตพลังงานไฟฟ้าชีวมวล เงินทุน 675 ล้านบาท 2.บริษัท อินฟินิท อัลฟา แคปปิตอล ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เงินทุน 588 ล้านบาท 3.บริษัท ไทยฟิวเจอร์ เอ็นเนอร์ยี เงินทุน 2,600 ล้านบาท กำลังการผลิต 30.20 เมกะวัตต์

สำหรับโรงงานอีก 2 แห่ง คือ บริษัท โรจนะ อินดัสเตรียล แมเนจเม้นท์ ผลิตน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม เงินลงทุน 202 ล้านบาท และบริษัท พานาโซนิค แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ประกอบกิจการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นการขยายโรงงานครั้งที่ 2 เงินทุน 5.31 ล้านบาท ในขณะที่มีโรงงานที่ไม่ผ่านการพิจารณา 3 ราย โดยให้กลับไปดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบ

นายวิฑูรย์ กล่าวว่า ส่วนโรงงานอีก 3 แห่ง ได้ส่งเรื่องคืนให้ กรอ.ตรวจสอบเรื่องการประกาศรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ให้ดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลังแล้วค่อยส่งกลับให้คณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอนุมัติฯ อีกครั้ง

ประกอบด้วย บริษัท อีเอสพีพี จำกัด ผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ เงินทุน 588 ล้านบาท แรงงาน 10 คน กำลังการผลิต 6 เมกะวัตต์ บริษัท นิสชิน ฟูดส์ (ไทยแลนด์ ) จำกัด ตั้งอยู่ ประกอบกิจการผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เครื่องปรุงรส เงินทุน 285 ล้านบาท แรงงาน 169 คน และบริษัท ซีที ศูนย์กระจายสินค้า จำกัด ประกอบกิจการห้องเย็น เงินทุน 673 ล้านบาท แรงงาน 75 คน

ทั้งนี้ ข้อมูลจาก กรอ. ระบุว่า ระหว่างปี 25552556 ที่ผ่านมามีโรงงานผลิตไฟฟ้าทุกประเภทที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างได้ทั้งสิ้น 103 โรงงาน กำลังการผลิต 4,258.54 เมกะวัตต์ โดยที่ได้รับอนุญาตมากที่สุดเป็นโรงไฟฟ้าจากโซลาเซลล์มากที่สุดที่ 63 แห่ง กำลังการผลิตรวม 330.469 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจากชีวมวล 19 แห่ง 246.92 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ 6 แห่ง กำลังการผลิต 3,598.6 เมกะวัตต์

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล กล่าวว่า การนำระบบอัตโนมัติมาใช้เพื่อป้องกันการโกงเงินค่าจอดรถ เพราะการเก็บเงินค่าที่จอดรถ คนเป็นตัวปัญหามากที่สุด ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินโครงการ เบื้องต้นกำหนดไว้ที่ 67 ล้านบาท รวมระบบทั้งหมด และการเชื่อมต่อเข้าไปยังระบบคอมพิวเตอร์ด้วย ซึ่งเป็นงบประมาณที่ไม่สูงมากนัก “ในแต่ละชั้นจะติดตั้งเครื่องเก็บเงินเป็นแถว เพื่อไม่ให้มีปัญหารถติด พร้อมกันนี้ยังจะเปิดขายตั๋วเดือน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่เข้ามาจอดประจำ โดยจะคิดราคาพิเศษ”ว่าที่ร.ท.จตุรงคพล กล่าว

ว่าที่ ร.ท.จตุรงคพล กล่าวว่า ทอท.ยังอยู่ระหว่างพิจารณาปรับแผนดำเนินงานเพื่อรองรับโครงการรถไฟฟ้าที่จะเชื่อมต่อมายังสนามบินดอนเมืองหลายสาย เช่น รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้าสายสีแดง ช่วงบางซื่อรังสิต ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง รถไฟความเร็วสูง(ไฮสปีดเทรน) 2 เส้นทาง คือ สายเหนือ และสายอีสาน รวมถึงรถไฟทางคู่ เพื่อให้ประชาชนที่จะเข้าใช้บริการสนามบินดอนเมืองได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ เบื้องต้น ทอท.มีแนวคิดจะก่อสร้างอาคารไปเชื่อมต่อกับทางเชื่อมของรถไฟฟ้าที่จะทำทางเชื่อมเข้ามาประชิดรั้วของสนามบินดอนเมือง บริเวณสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิต ย่านตลาดใหม่ดอนเมือง แต่จะเป็นรูปแบบไหนคงต้องพิจารณาก่อน โดยมั่นใจว่าการก่อสร้างจะเสร็จทันการเปิดให้บริการของรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิงก์ และรถไฟฟ้าสายสีแดง ที่จะแล้วเสร็จประมาณปี 2560-2561


56 “ชัชชาติ” เตรียมคณะทำงานร่วมไทยอังกฤษ หวังแลกเปลี่ยนข้อมูลพัฒนาระบบรางของไทย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ในการสัมมนาเรื่อง “สหราชอาณาจักรและความเชี่ยวชาญในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่” ว่า ได้หารือร่วมกับลอร์ดสตีเฟ่น กรีน รมช.ด้านการค้าการลงทุนแห่งสหราชอาณาจักร เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐบาลไทย ซึ่งอังกฤษแสดงความสนใจเรื่องระบบราง และเร็วๆนี้จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมไทยอังกฤษ เพื่อจะได้มีช่องทางในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนข้อมูล หลังจากนั้นจะพัฒนาเป็นการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือเอ็มโอยู ลักษณะเหมือนที่ไทยทำกับญี่ปุ่น จีน ซึ่งในสัปดาห์หน้าตนจะลงนามความร่วมมือระบบรางกับฝรั่งเศส

ทั้งนี้ อังกฤษและนักลงทุนต่างชาติมีโอกาสที่จะเข้ามาลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ท่าเรือ ท่าอากาศยาน และตั๋วร่วม ลักษณะของการร่วมลงทุนก็มีหลายรูปแบบ เช่น ก่อสร้างงานโยธา งานวางระบบรถไฟฟ้าขบวนรถไฟฟ้า งานที่ปรึกษา งานบริหารจัดการ และงานบำรุงรักษา “จุดเด่นของอังกฤษ คือ การประสบความสำเร็จจากความร่วมมือภาครัฐร่วมเอกชน หรือ พีพีพี ซึ่งไทยยังมีรูปแบบไม่สมบูรณ์ การดำเนินงานยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะงานของคมนาคม ซึ่งส่วนนี้เราต้องศึกษาจากอังกฤษ เพราะการจะประสบความสำเร็จทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีจุดสมดุลกัน ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่อังกฤษได้ปรับการบริหารจัดการเดินรถไฟจนประสบความสำเร็จได้” นายชัชชาติ กล่าว

ขณะเดียวกัน ระบบรถไฟในอังกฤษยังมีเทคโนโลยีต่อเชื่อมระบบรถไฟที่ต่างระบบกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยให้ความสนใจ เพราะในอนาคตไทยจะต้องจัดระบบเชื่อมต่อรถไฟที่ต้องอำนวยความสะดวกสบายให้กับประชาชน นอกจากนั้น ยังทราบว่าบริษัทจากอังกฤษเป็นผู้ก่อสร้างรถไฟทางคู่ในมาเลเซียด้วย


“ชัชชาติ” เตรียมคณะทำงานร่วมไทยอังกฤษ หวังแลกเปลี่ยนข้อมูลพัฒนาระบบรางของไทย

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน