posttoday
เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย??????

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดหุ้นไทย??????

14 มิถุนายน 2556

บลจ.กสิกรไทย

บลจ.กสิกรไทย

ต้องนับว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้ เป็นปีที่มีอะไรให้นักลงทุนได้ลุ้นกันต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี จากที่ทำท่าว่าจะได้ปีทองอีกปีจากผลตอบแทนที่ร้อนแรง กลับปรับฐานลงรุนแรงในปีนี้อย่างน้อย 3 ครั้ง ในเดือน มี.ค. ต้นเดือน เม.ย. และล่าสุดปลายเดือน พ.ค.ต่อเนื่องถึงกลางเดือน มิ.ย. ส่งผลให้ผลตอบแทนของหุ้นไทยจากต้นปีที่เคยขึ้นไปสูงสุดกว่า 18% ช่วงกลางเดือน พ.ค. ปรับตัวลงเหลือแค่ประมาณ 3% ในปัจจุบัน (12 มิ.ย. 2556) และแต่ละครั้งก็ปรับตัวแรงกว่า 3040 จุด ทำให้นักลงทุนอกสั่นขวัญแขวน ไม่รู้ว่าจะลงไปอีกแค่ไหน

ปัจจัยหลักที่กดดันหุ้นให้ปรับตัวลงแรง หนีไม่พ้นแรงขายของต่างชาติ เพราะตั้งแต่ต้นปีขายสุทธิหุ้นไทยไปแล้วกว่า 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ (4.2 หมื่นล้านบาท) โดยกว่าครึ่งขายภายในเวลาแค่สิบกว่าวันในเดือน มิ.ย.

สาเหตุสำคัญที่ทำให้นักลงทุนเทขายเกิดจากความกังวลในมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ (QE) ซึ่งย้อนกลับไปดูธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบผ่านการซื้อพันธบัตรและตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน (MBS) เป็นเงินมหาศาลกว่า 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน จึงเกิดสภาพคล่องล้นตลาดการเงินและกดดันตลาดตราสารหนี้มีผลตอบแทนต่ำลง ส่งผลให้มีเม็ดเงินส่วนหนึ่งไหลเข้าสินทรัพย์ที่มีผลตอบแทนสูงกว่า โดยเฉพาะหุ้นในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ อาทิ ไทย ทำให้หุ้นเอเชียช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นมาก จนตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐหลายตัวเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการจ้างงาน ทำให้ Fed อาจชะลอเม็ดเงิน QE

ขณะที่ปัจจัยอื่นที่สำคัญคือ ตัวเลขเศรษฐกิจของยักษ์ใหญ่อย่างจีนที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลง การกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินเยน หลังจากอ่อนค่าต่อเนื่องตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดแรงขายทำกำไรหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก การปรับตัวอย่างผันผวนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นของประเทศต่างๆ ทำให้นักลงทุนกังวลและปรับลดสินทรัพย์เสี่ยงลงมาถือเงินสดมากขึ้น จึงเกิดแรงเทขายหุ้น โดยเฉพาะในเอเชียออกมามาก กดดันหุ้นทุกภูมิภาคปรับตัวลง

นอกจากนี้ การที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P ปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือของรัฐบาลสหรัฐจาก “เชิงลบNegative” มาสู่ระดับ “มีเสถียรภาพStable” ส่งสัญญาณบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ดีขึ้น ทำให้เงินที่เคยไหลออกมาลงทุนประเทศต่างๆ บางส่วนเริ่มไหลกลับ

ปัจจัยภายในประเทศไทยก็กดดันนักลงทุนต่างชาติให้เทขายหุ้นไทยออกมา โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตั้งแต่อัตราดอกเบี้ยนโยบายลดลงมาช่วงปลายเดือน พ.ค. ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยของต่างชาติปรับลงด้วย จึงเกิดแรงเทขายออกมาและหันไปถือเหรียญสหรัฐ เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

กรณีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ออกมาให้ความเห็นในเชิงลบเกี่ยวกับแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากนโยบายการรับจำนำข้าว เป็นอีกปัจจัยสำคัญทำให้ต่างชาติทยอยปรับลดน้ำหนักลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยลงมา แม้ภายหลังระบุว่ายังไม่ได้พิจารณาอันดับจากประเด็นดังกล่าว แต่ก็ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย โดยเฉพาะระยะยาวปรับตัวสูงขึ้นจากแนวโน้มความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นและส่งผลให้ราคาพันธบัตรปรับตัวลง จึงเกิดแรงเทขายเพื่อลดความเสี่ยงส่งผลให้เงินบาทอ่อน

แม้ตลาดจะเต็มไปด้วยปัจจัยลบ แต่ในแง่ของปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังดี การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคาดว่าจะไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน การปรับลดลงของตลาดหุ้นทำให้การประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ตามปัจจัยพื้นฐานสมเหตุสมผลมากขึ้น และสะท้อนปัจจัยมหภาคที่เปลี่ยนไปบ้างแล้ว อีกทั้งสำหรับปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองภายในประเทศ แม้จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่เท่ากับในช่วงที่ผ่านมา แต่แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาด 2 ล้านล้านบาทของภาครัฐ เมื่อผ่านการอนุมัติของสภาก็จะสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และสนับสนุนการปรับตัวขึ้นของหุ้นในระยะต่อไป รวมถึงค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงน่าจะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการส่งออก

ตลาดปรับตัวลงเป็นจังหวะทยอยสะสมเพิ่ม โดยเฉพาะการลงทุนระยะยาว ทั้งกองทุน LTF และ RMF ที่ลงทุนหุ้น แต่ในระยะสั้นตลาดเสี่ยงที่จะลงได้อีก เนื่องจากเมื่อแตะระดับที่เป็นแนวรับ ก็ทำให้มีแรงขายจากนักลงทุนที่อาศัยปัจจัยทางเทคนิคเป็นปัจจัยในการตัดสินใจขายเพื่อลดความเสี่ยง จึงควรจะใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษในการลงทุนช่วงนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท