
ฟองสบู่จะมีหรือไม่อย่าไปกลัว
ขณะนี้ เป็นที่ถกเถียงกันว่า ฟองสบู่ มีหรือไม่ ฝ่ายนักวิชาการก็ออกมาบอกว่ามีฟองสบู่แล้ว ให้ระวังว่าฟองสบู่กำลังโตเต็มที่อาจจะแตกได้
ขณะนี้ เป็นที่ถกเถียงกันว่า ฟองสบู่ มีหรือไม่ ฝ่ายนักวิชาการก็ออกมาบอกว่ามีฟองสบู่แล้ว ให้ระวังว่าฟองสบู่กำลังโตเต็มที่อาจจะแตกได้
ฝ่ายผู้ประกอบการก็ออกมาเถียงว่า ไม่เห็นมีฟองสบู่เลย สร้างอะไรก็ขายหมด แล้วจะว่าเป็นฟองสบู่ได้อย่างไร
ฝ่ายภาครัฐทั้ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งธนาคารทั้งหลาย ทั้งฝ่ายข้อมูลก็ออกมาแจ้งว่าน่ากลัว ต้องระวังให้ดี อย่าให้แตก ส่วนประชาชนทั่วไปฟังแล้วต้องกลับไปคิดเองดูเอง เนื่องจากมีหลายการวิเคราะห์ มีหลายความเห็น
ภาคทฤษฎีจะบอกว่า เศรษฐกิจดี จะต้องมีฟอง เช่นน้ำเริ่มร้อนเริ่มแรงขึ้น จะมีฟองโตมากๆ ก็จะแตกได้ เช่น ตลาดหุ้นทุกแห่งในโลกตีกันจนเป็นฟอง ปั่นกันจนราคาติดเพดาน ก็จะแตก ในอเมริกาเกิด Black Monday หุ้นเก็งกำไรกันจนแตกขนาดใหญ่มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง ใน 30 ปี ประเทศไทยฟองสบู่หุ้นแตกมาแล้ว 2 ครั้ง จนต้องปิดสถาบันการเงิน ต้องกู้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) มาค้ำจุน จำได้ไหม
สาขาของธุรกิจอีกสาขาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องฟองสบู่ก็เพราะโตเร็วและร้อนแรง นอกตลาดหุ้น คือ อสังหาฯ เช่นเดียวกันหลายประเทศก็ปล่อยให้อสังหาฯ โต ที่เรียกกันว่า Over Supply (อุปทานสูงกว่าอุปสงค์) มากเข้าๆ ราคาก็สูงขึ้นๆ จนติดเพดานก็จะพังลงมา ดึงสถาบันการเงินล้ม ดึงธุรกิจที่เกี่ยวข้องล้ม เช่น Hamburger อเมริกา ปี 2551
ในเมืองจีน 34 ปีที่ผ่านมา ฟองสบู่เกิดในอสังหาฯ โตมากก่อนฟองสบู่ในตลาดหุ้นเสียอีก เพราะคนจีนย้ายเข้าเมืองมากมาย จนมีความต้องการที่อยู่ แย่งกันซื้อ แย่งเก็งกำไร ซื้อเกินกำลัง เอามาปล่อยต่อ จนรัฐบาลจีนต้องมาบริหารฟองสบู่ไม่ให้แตก จนปัจจุบันควบคุมได้แล้ว ซึ่งจีนบริหารฟองสบู่ได้ดีกว่าอเมริกา เพราะรัฐบาลจีนควบคุมทั้งระบบการเงินทั้งที่ดินของรัฐ ควบคุมธนาคารไม่ให้ปล่อยเกินตัวได้
ดังนั้น น่าจะยอมรับกันได้ว่าเศรษฐกิจโตเร็ว ก็จะร้อนแรงและจะต้องมีฟอง แต่สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าจะมีฟองสบู่หรือไม่ก็คือ จะบริหารอย่างไรไม่ให้ฟองสบู่แตก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะธปท. (ซึ่งในปี 2540 มีประสบการณ์เลวร้ายมาครั้งหนึ่งแล้ว) และขณะนี้รัฐบาลก็กำลังบริหารตลาดทั้ง 2 คือ ตลาดหุ้น ซึ่งหวั่นไหวขึ้นลงเร็วมาก เพราะเป็นตลาดของจิตวิทยา กับ ตลาดอสังหาฯ ซึ่งจะขึ้นลงเร็วแต่ไม่เร็วไม่แรงเท่าตลาดหุ้น
เงินต่างชาติเข้ามาเร็ว เก็งกำไรเร็ว และออกจากตลาดเร็ว จากกลุ่มแมงเม่าชั้นกลางที่เล่นหุ้นร่วม 50% ของตลาดผันผวนมาก แต่อสังหาฯ โดยเฉพาะคอนโด เป็นตลาดในประเทศที่ยักษ์ใหญ่ไทยในตลาดหุ้นกำลังเป็นผู้นำตลาดบุกทั่วประเทศ กว้านซื้อกว้านขายจนเอสเอ็มอีทั้งในกรุงและต่างจังหวัด เริ่มอึดอัดมากขึ้นทุกที อีกทั้งธปท. ก็ปล่อยให้ตลาดเงิน สถาบันการเงินเติมเชื้อเพลิงเข้าสู่ระบบ คือ ปล่อยกู้จนติดดิน 0% กู้ 100% ไม่ต้องผ่อน 6 เดือน เหมือน Hamberger อเมริกาไม่มีผิด
ถ้าจะมองฟองสบู่ มองจากผู้ประกอบการก็มองเฉพาะต้องแข่งแย่งตลาดกัน ก็เห็นว่ายังมีโอกาสเชิงบวกอยู่ แต่ถ้ามองภาพรวมเศรษฐกิจให้ไกลกว่านั้นคือเรากำลังเป่าลูกโป่ง และปล่อยให้ฟองสบู่โตขึ้น เติมความร้อนแรงมากขึ้น มีหลายฟอง หลายสถานที่มากขึ้น ฟองสบู่ไม่มีอันใหญ่อันเดียว อาจจะมีหลายฟองหลายแห่งหลายพื้นที่ จะแตกก็อาจจะแตกเป็นแต่ละฟอง แต่ละพื้นที่ ไม่เหมือนปี 2540 ที่แตกทั้งระบบได้
ดังนั้น อย่ากลัวฟองสบู่ ยอมรับว่าเศรษฐกิจร้อนแรงต้องมีฟอง ที่สำคัญมากๆ คือ รัฐบาล ธปท. จะบริหารฟองสบู่อย่างไร ทั้งตลาดหุ้นและตลาดอสังหาฯ ให้โตอย่างยั่งยืน มิใช่ระยะสั้น ผู้ประกอบการก็อย่าเห็นแก่ธุรกิจของตนในระยะสั้นให้มากนัก ท้ายสุดก็จะเป็นบูเมอแรง จะกลับมากระทบตัวเองในที่สุด







