posttoday
กู้เกินตัว ชกข้ามรุ่น

กู้เกินตัว ชกข้ามรุ่น

13 มิถุนายน 2556

มีผู้ประกอบการหลายๆ คนที่เข้ามาขอสินเชื่อพร้อมกับความคาดหวังและมั่นใจเต็มร้อยว่าตนเองจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อในจำนวนที่มุ่งหวัง เรียกว่าเป็นนักชกที่มีความมั่นใจเต็มร้อยที่จะลงชกเพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่หลายครั้งความคาดหวังในจำนวนสินเชื่อที่ผู้ประกอบการคาดหวังไม่ตรงกับการพิจารณาของธนาคาร เรียกว่า ขอมาเยอะ แต่ได้กลับไปน้อยกว่าที่คาด เรียกได้ว่า กู้เกินตัวหรือเปรียบเป็นมวยก็เป็นนักมวยที่ชกข้ามรุ่น กำลังตนอยู่ที่รุ่นไลท์ฟลายเวทแต่จะข้ามไปชกที่พิกัดฟลายเวทชนิดที่ไม่ฟังคำเตือนด้วยความหวังดีของพี่เลี้ยงเลยทีเดียว

มีผู้ประกอบการหลายๆ คนที่เข้ามาขอสินเชื่อพร้อมกับความคาดหวังและมั่นใจเต็มร้อยว่าตนเองจะได้รับการพิจารณาสินเชื่อในจำนวนที่มุ่งหวัง เรียกว่าเป็นนักชกที่มีความมั่นใจเต็มร้อยที่จะลงชกเพื่อให้ได้ชัยชนะ แต่หลายครั้งความคาดหวังในจำนวนสินเชื่อที่ผู้ประกอบการคาดหวังไม่ตรงกับการพิจารณาของธนาคาร เรียกว่า ขอมาเยอะ แต่ได้กลับไปน้อยกว่าที่คาด เรียกได้ว่า กู้เกินตัวหรือเปรียบเป็นมวยก็เป็นนักมวยที่ชกข้ามรุ่น กำลังตนอยู่ที่รุ่นไลท์ฟลายเวทแต่จะข้ามไปชกที่พิกัดฟลายเวทชนิดที่ไม่ฟังคำเตือนด้วยความหวังดีของพี่เลี้ยงเลยทีเดียว

ในการพิจารณาให้สินเชื่อของธนาคาร มีแนวคิดง่ายๆ ที่ผมขอหยิบยกมาเพื่อประกอบความเข้าใจของผู้อ่าน ผมขอยกแนวคิด First way out และ Second way out บอกเล่าให้เข้าใจกันง่ายๆ First way out นั้นหมายถึงการคาดหวังว่าจะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากผลการดำเนินงานของผู้ขอกู้ หรือ ดูความสามารถในการชำระหนี้ เป็นอันดับแรก

วันนี้ผมมีประสบการณ์การขอสินเชื่อของลูกค้าสองรายที่ตัวลูกค้าประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองสูงเกินความเป็นจริงจนเปรียบเหมือนนักมวยรุ่นเล็กที่ไปชกกับมวยรุ่นใหญ่จนทำให้การชกข้ามรุ่นไปไม่ถึงฝั่งฝัน

กรณีแรก เกิดขึ้นเมื่อ 45 ปีก่อน มีลูกค้ารายหนึ่งเป็นผู้ประกอบการที่รับเหมาก่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น เปิดกิจการมาได้ 5 ปี มีวงเงินสินเชื่อกับธนาคารอยู่แล้ว โดยการก่อสร้างอาคารเรียน 4 ชั้น หนึ่งอาคารจะใช้วงเงินค่าก่อสร้างประมาณ 15-20 ล้านบาท แต่ลูกค้าท่านนี้แกไปวิ่งงานก่อสร้างอาคารเรียน 8 ชั้นมาได้ เลยมาขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อนำไปสร้างอาคารเรียน 8 ชั้น กับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ หรือพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีของเรา

จากประสบการณ์ของพี่เลี้ยงเอสเอ็มอี เมื่อประเมินดูแล้วมูลค่าก่อสร้างอาคาร 8 ชั้นนี้ ตกประมาณ 100 ล้านบาท นอกจากนี้ต้องเช่าทาวเวอร์ เครน ต้องบริหารงานก่อสร้าง มีค่าใช้จ่ายต่างๆ เพิ่มขึ้นหลายเท่า ผ่อนงวดหนึ่งตก 1015 ล้านบาท ดูจากความสามารถในการชำระหนี้แล้ว ยังไงก็ไม่ไหว

อาเฮียผู้กู้ก็อยากรับงานนี้ให้ได้ เลยเสนอว่าแกจะเอางานก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น ที่แกมีอยู่ไปให้ผู้รับเหมาเจ้าอื่นรับช่วงต่อ เพื่อมาเร่งการก่อสร้างอาคารนี้ แต่ธนาคารก็พิจารณาไม่ให้สินเชื่อ เนื่องจากโอกาสจะได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยจากผลการดำเนินงานนั้นริบหรี่ หรือ ดูความสามารถในการชำระหนี้ของอาเฮียแล้วท่าจะไม่รอด อาเฮียไปยื่นกู้กับธนาคารอื่นอีกหลายแห่ง ซึ่งผลก็ออกมาว่าไม่มีธนาคารไหนปล่อยกู้ ผลคือ เฮียก็ต้องโอนงานนี้ให้คนอื่น กลายเป็นเสียเวลาและเสียเครดิตในการดำเนินธุรกิจ เพราะคิดจะชกข้ามรุ่น คือ รับงานเกินตัวและหวังกู้เกินกำลังนั่นเอง

กรณีที่สอง เป็นลูกค้าที่เป็นเจ้าของธุรกิจอพาร์ตเมนต์ ซ้อคนนี้ไปเจอที่ดินแปลงหนึ่งทำเลสวยมาก ราคา 10 ล้านบาท ละแวกนั้นอพาร์ตเมนต์บูมมาก แกเลยวาดฝันว่าจะสร้างอพาร์ตเมนต์ให้ได้ แกให้ลูกน้องคำนวณราคาก่อสร้างอพาร์ตเมนต์ 8 ชั้น คาดว่ามีต้นทุนก่อสร้างประมาณ 40 ล้านบาท อาซ้อมีเงินเก็บอยู่ 20 ล้านบาท เลยนำเงินเก็บนั้นซื้อที่ดินไป 10 ล้านบาท ขาดค่าก่อสร้างอีก 30 ล้านบาท ซ้อเชื่อมั่นว่ายังไงๆ ก็ต้องได้เงินกู้ไม่ต่ำกว่า 60% ของ LTV หรืออัตราส่วนการให้สินเชื่อต่อมูลค่าหลักประกัน ซึ่งก็จะตกอยู่ที่ 30 ล้านบาทที่ขาดอยู่พอดี

คิดได้ดังนั้น เลยมายื่นขอสินเชื่อกับธนาคารเพื่อเป็นค่าก่อสร้างอีก 30 ล้านบาท แต่ในความเป็นจริง การพิจารณาสินเชื่อของธนาคารนั้น ต้องดูที่ความสามารถในการชำระหนี้เป็นหลักแรกก่อนที่จะพิจารณาที่หลักประกัน ในธุรกิจอพาร์ตเมนต์นั้น การคำนวณรายได้จากค่าเช่านั้น จะไม่คิดจากจำนวนผู้เช่าห้องเต็ม 100% แต่ต้องคิดเผื่อเหลือเผื่อขาดเผื่อกรณีเศรษฐกิจไม่ดีบ้าง

กรณีซ้อคนนี้ เมื่อนำมาคำนวณรายได้หักค่าใช้จ่ายขั้นต้น ซ้อจะมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนในกรณีที่เงินต้นไม่เกิน 22 ล้านบาทเท่านั้น ธนาคารจึงอนุมัติสินเชื่อที่ 22 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอค่าก่อสร้าง เมื่อซ้อทราบดังนั้นก็ใจหายวาบ เพราะ 22 ล้านบาท ไม่เพียงพอจะเป็นค่าก่อสร้าง แถมเงินเก็บของตัวเองก็ดันเอาไปซื้อที่ดินไปแล้วถึงสิบล้าน งานนี้ซ้อเลยไม่กู้ เพราะกู้ไปก็ไม่พอ ถือเป็นนักมวยที่ชกข้ามรุ่น เกินน้ำหนักตัวเองอีกเช่นกัน

พี่เลี้ยงเอสเอ็มอีหรือเจ้าหน้าที่สินเชื่อของเราก็ได้แต่ปลอบใจซ้อ ให้ซ้อค่อยๆเก็บเงินส่วนที่เหลือให้พอแล้วค่อยมาขอกู้ธนาคารใหม่ เคสนี้นอกจากซ้อจะเสียเวลายังเอาเงินเก็บไปทุ่มซื้อที่ไว้ก่อนเพราะความคาดหวังที่จะกู้เกินกำลังผ่อน หรือเป็นนักมวยที่ชกข้ามรุ่น เกินน้ำหนักตัวเองอีกเช่นกัน

จากประสบการณ์ของลูกค้า 2 ท่านที่เล่าให้ฟัง จะเห็นว่าการพิจารณาให้สินเชื่อนั้นต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายอย่าง เรียกว่าพิจารณาอย่างมีหลักเกณฑ์ เป็นเหตุเป็นผลบนข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้สินเชื่อที่ให้ไปเกิดประโยชน์สูงสุด และอยู่บนพื้นฐานที่ผู้ประกอบการเองต้องไม่แบกรับภาระหนักจนเกินไป คล้ายกับตกอยู่ในภาวะนักชกข้ามรุ่นที่โอกาสพ่ายมีสูง

และที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ ธนาคารเองในฐานะพี่เลี้ยงอยากที่จะเห็นความก้าวหน้าและเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมๆ กันมากกว่าการผลักให้ผู้ประกอบการตกอยู่ในภาวะนักชกข้ามรุ่นเป็นแน่ ดังนั้นในการวางแผนการขอสินเชื่อ ผู้ประกอบการสามารถขอรับคำปรึกษาได้จากเจ้าหน้าที่สินเชื่อหรือพี่เลี้ยงเอสเอ็มอีที่เต็มใจให้คำปรึกษาให้ธุรกิจของคุณเติบโตอย่างง่ายๆที่ศูนย์ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทุกแห่งใกล้ๆคุณครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท