
รับเหมาก่อสร้างน้ำหนักลงทุนมากกว่าตลาด
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มก่อสร้างเป็นมากกว่าตลาด จากเดิมเท่ากับตลาด เนื่องจากเห็นว่าวงจรการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐจะหนุนให้อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างเข้าสู่วงจรขาขึ้นรอบใหญ่ที่สุด
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ปรับน้ำหนักการลงทุนหุ้นกลุ่มก่อสร้างเป็นมากกว่าตลาด จากเดิมเท่ากับตลาด เนื่องจากเห็นว่าวงจรการลงทุนในสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของรัฐจะหนุนให้อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างเข้าสู่วงจรขาขึ้นรอบใหญ่ที่สุด
ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นธุรกิจมีการขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญนับจากปี 2556 เป็นต้นไป ภายหลังการออก พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาวาระ 2 และ 3 ในเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งจะทำให้เกิดการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ตามมา
ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ และถนนมอเตอร์เวย์ รวมไปถึง พ.ร.บ.บริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท ที่เพิ่งประกาศผลผู้ชนะประมูลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
งานก่อสร้างพื้นฐานเหล่านี้จะเป็นแหล่งงานสำคัญให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างไปอีกไม่ต่ำกว่า 7 ปีนับจากนี้ เป็นการช่วยเพิ่มฐาน งานในมือ ในตลาด (บริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ 11 แห่ง) ที่มีอยู่ราว 5 แสนล้านบาทในขณะนี้
บริษัทรับเหมาฯ ของไทยได้เตรียมความพร้อมด้านเงินกองทุนในการขยายธุรกิจ ทั้งในรูปแบบการเพิ่มทุนโดยตรง การเพิ่มทุนทางอ้อมด้วยการจ่ายหุ้นปันผล และการขายเงินลงทุนบางส่วนออกไป เป็นต้น เช่น บริษัท ช.การช่าง (CK) ที่ได้มีการขายเงินลงทุนบางส่วน ในบริษัท น้ำประปาไทย (TTW) และบริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) เตรียมขายเงินลงทุนในเหมืองโปแตช (มีการว่าจ้างบริษัทภายนอกในการประเมินมูลค่าเหมืองโปแตช ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่าตัว จากมูลค่าเงินลงทุนที่ 3,000 ล้านบาท) ขณะที่เห็นสัญญาณที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ปลายปี 2554 โดยเฉพาะประสิทธิภาพการทำกำไรของกลุ่มพบว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น
งวดไตรมาสแรกปี 2556 กลุ่มรับเหมาฯ มีอัตรากำไรปกติ อยู่ที่ 1.82% ทั้งนี้เชื่อว่าหุ้นรับเหมาฯ น่าจะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่จะนำตลาดนับจากนี้ โดยหุ้นเด่นในกลุ่มนี้คือ บริษัท ซิโนไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น (STEC) บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ (STPI) และบริษัท ซีฟโก้ (SEAFCO) แต่เลือก STEC เป็นหุ้นที่แนะนำสูงสุด
STEC ราคาที่เหมาะสม 31.65 บาท แนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่น จากสถานะงานในมือกว่า 6.9 หมื่นล้านบาท และความสามารถในการทำกำไรที่โดดเด่นเหนือคู่แข่ง อีกทั้งยังมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม มีเงินสดกว่า 7,700 ล้านบาท ทำให้มีความพร้อมที่สุดในบรรดาบริษัทรับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ เรื่องการรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคตจากการเปิดประมูลโครงการภาครัฐจำนวนมาก
STPI ราคาที่เหมาะสม 122.5 บาท เริ่มต้นรับรู้รายได้จากงานโครงการใหญ่ คือ Ichthys Onshore LNG Projects มูลค่า 739 ล้านเหรียญสหรัฐ ในประเทศออสเตรเลีย คาดว่า STPI จะมีผลประกอบการที่เติบโตอย่างมากในปี 25562558 ตามมูลค่างานที่ได้ส่งมอบ ขณะที่โอกาสทางธุรกิจในอนาคตยังมีอีกมากจากการเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างโรงงานแอลเอ็นจีหลายแห่งทั่วโลกมูลค่ารวมกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่ง STPI มีโอกาสสูงที่จะได้รับงานเพิ่มเติมในอนาคต
SEAFCO มูลค่าที่เหมาะสม 9.04 บาท โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่จากภาครัฐจำนวนมากที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ และรถไฟความเร็วสูง จะทำให้อุตสาหกรรมเสาเข็มซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมต้นน้ำของงานก่อสร้างขนาดใหญ่มีทิศทางที่สดใสอย่างมากในช่วง 7 ปีข้างหน้า ส่งผลดีโดยตรงต่อ SEAFCO ที่เป็นผู้นำตลาด โดยมีส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40% ขณะที่งานในมือในปัจจุบันของ SEAFCO เกือบทั้งหมดเป็นงานที่รับเฉพาะค่าแรงงานไม่รวมวัสดุก่อสร้าง จึงไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้างที่ผันผวน และยังเป็นงานที่ให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่างานทั่วไปมาก
“ปสันน สวัสดิ์บุรี” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส แผนกธุรกิจใหม่และวางแผนกลยุทธ์ บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ (NWR) นำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนว่า คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีงานในมือมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้านบาท หากภาครัฐได้ข้อสรุปเรื่องโครงการบริหารจัดการน้ำ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท และโครงการเมกะโปรเจกต์ จำนวน 2 ล้านล้านบาท







