
Easy come easy go
สวัสดีครับทุกท่าน การลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (บทความของผมใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ว่าจะส่งผลเสียในระยะสั้นแต่ส่งผลดีในระยะกลางยาว) ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติถอนเงินทุนออกไปจากตลาดหุ้นเอเชีย
สวัสดีครับทุกท่าน การลดลงของตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าเกิดจากความกังวลเกี่ยวกับการหยุดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (บทความของผมใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้วิเคราะห์ประเด็นนี้ไว้ว่าจะส่งผลเสียในระยะสั้นแต่ส่งผลดีในระยะกลางยาว) ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติถอนเงินทุนออกไปจากตลาดหุ้นเอเชีย
จากการศึกษาข้อมูลตั้งแต่ปี 2550 พบว่า มี 5 ครั้ง ที่นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท โดย 2 ครั้งแรก อยู่ในช่วงเกิดวิกฤตซับไพรม์ และวิกฤตสถาบันการเงินในสหรัฐ ส่งผลให้มูลค่าขายสุทธิอยู่ที่ 8.9 หมื่นล้านบาท และ 1.56 แสนล้านบาท ตามลำดับ ครั้งที่ 34 เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจโลกถดถอย โดยอยู่ในช่วง พ.ค. 2553 มูลค่า 6.2 หมื่นล้านบาท และในช่วง ก.ย. 2554 มูลค่า 6.4 หมื่นล้านบาท ครั้งล่าสุด คือ ตั้งแต่ เม.ย.ปัจจุบัน มีมูลค่า ขายสุทธิ 5.8 หมื่นล้านบาท
SETและการซื้อขายรายเดือนของต่างชาติ
ทั้งนี้ หากประเมินระดับความรุนแรงของสถานการณ์ แน่นอนในรอบวิกฤตหนี้สหรัฐคงแรงสุด รองมา คือ วิกฤตหนี้ยุโรป ส่วนรอบนี้ผมประเมินว่า การไหลออกของเงินทุนไม่ได้เกิดจากวิกฤต แต่เป็นเรื่องการเตรียมสภาพคล่องของนักลงทุนต่างชาติเพื่อรองรับกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจหยุดมาตรการคิวอีในปีนี้ ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผมประเมินว่า การไหลออกของเงินทุนก็คงจะมีขนาดที่ต้องน้อยกว่าการไหลออกของเงินทุนใน 2 รอบที่ผ่านมา
ในความเป็นจริงหากนับเม็ดเงินของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่เฟดประกาศใช้มาตรการ คิวอี3 ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 13 ก.ย. 2555 พบว่า เป็นยอดขายสุทธิแล้ว 3.5 หมื่นล้านบาทด้วยซ้ำ แสดงว่าการขายหุ้นในรอบนี้ของนักลงทุนต่างชาติได้มีการขายไปมากกว่ามาตรการคิวอี3 แล้ว
มีอีกแนวคิดหนึ่งที่ผมอยากจะใช้ในการคาดการณ์ทิศทางของเงินทุนต่างชาติ คือ แรงจูงใจระยะสั้น ซึ่งผมวัดจากกำไรจากราคาหุ้น (Capital gain) รวมถึงกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ จากการที่ SET Index วานนี้ปิดที่ระดับ 1,433.37 จุด พบว่า ยังคง +3% จากสิ้นปี 2555 ดังนั้น หาก SET Index ลดลงไปบริเวณ 1,390 จุด ก็จะทำให้กำไรดังกล่าวหมดไป ผมคิดว่าระดับ 1,390 จุด กับมูลค่าขายสุทธิประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ก็น่าจะถือว่าเหมาะสมสำหรับการขายรอบนี้
กรณีค่าเงินบาทซึ่งล่าสุดอ่อนค่าแตะ 31 บาทต่อเหรียญสหรัฐนั้น ผมคิดว่าแรงจูงใจในการทำกำไรจากค่าเงินบาทน้อยแล้ว ในทางตรงข้ามน่าจะเป็นระดับในการเข้าซื้อมากกว่าเพราะปัจจัยพื้นฐานของค่าเงินบาทควรจะอยู่ต่ำกว่า 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ประเด็นที่ว่า เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับมาหรือไม่นั้น ผมประเมินว่าจะมีความชัดเจนหลังจากทราบผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐในวันที่ 1819 มิ.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าเฟดคงจะไม่ระบุชัดเจนว่าจะยกเลิกมาตรการ คิวอี3 เมื่อไหร่ แต่คงให้เป็นเงื่อนไขไว้เช่นเดิม
หากเป็นเช่นนั้น แรงขายของนักลงทุนต่างชาติน่าจะหยุด และมีโอกาสกลับมาซื้อหุ้นคืนเพื่อทำกำไรในระยะสั้นก่อนปิดงบไตรมาสที่ 2/2556 แต่หากเฟดยืนยันว่าจะไม่หยุดมาตรการ คิวอี3 ภายในปีนี้ คาดว่าเงินทุนไหลกลับคงจะมีปริมาณมาก ส่วนกรณีที่แย่ที่สุด คือ เฟดระบุว่าพร้อมจะหยุดมาตรการ คิวอี3 ในปีนี้ ผมคิดว่าตลาดหุ้นคงจะลดลงต่อไป
การลดของตลาดหุ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา พบว่า แรงขายส่วนใหญ่เกิดจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธนาคารเป็นหลัก
สะท้อนภาพว่าเป็นหุ้นเกี่ยวกับการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงเป็นหุ้นที่นักลงทุนต่างชาติถือครองมากในขณะที่หุ้นกลุ่มอื่นๆ เช่น กลุ่มขนส่ง พาณิชย์ พลังงานลดลงไม่มาก
ดังนั้น ผมจึงให้น้ำหนักกับผลตอบแทนที่เหลือสำหรับปีนี้ของกลุ่มธนาคารและอสังหาริมทรัพย์ พบว่า กลุ่มธนาคารในปีนี้ 3.46% แล้ว ส่วนอสังหาริมทรัพย์ยังมีผลตอบแทนเหลืออีก 17% ดังนั้น จึงแนะนำให้ระมัดระวังแรงขายในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่อาจจะมีต่อเนื่องอีกได้
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้ ผมคิดว่าการหยุดมาตรการคิวอี ไม่ได้กระทบต่อผลการดำเนินงาน แต่กระทบกับทิศทางของราคาหุ้น ดังนั้น นักลงทุนจึงควรเลือกซื้อหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ โดย แนะนำให้ซื้อหุ้นที่มีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่มากกว่า 6% ผมเชื่อว่าจะได้รับผลตอบแทนที่ดี
แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ...ทั้งหมดเป็นความเห็นส่วนตัวของผมเอง







