posttoday
ปั้นอุตฯ 3 ระยะ แนวทางไทยก้าวสู่เออีซี

ปั้นอุตฯ 3 ระยะ แนวทางไทยก้าวสู่เออีซี

12 มิถุนายน 2556

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์

“สั้น” “กลาง” และ “ยาว” เป็นสิ่งที่เราพูดถึงเสมอในการวางแผนแบบเป็น “ระยะ” เพื่อดำเนินการไปสู่เป้าหมาย สำหรับการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน การแบ่งระยะดำเนินงานให้ชัดเจนของแต่ละองค์กรดูจะเป็นสิ่งสำคัญที่ละเลยไม่ได้ ในส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ได้แบ่งแผนดำเนินงานเป็น 3 ระยะ

วิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แสดงวิสัยทัศน์ในงาน “CEO Forum : Moving Forward to AEC” จัดโดยสมาคมนักเรียนเก่าเตรียมอุดมศึกษา ในพระบรมราชูปถัมภ์ ว่า กระทรวงได้แบ่งแผนการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะ ในช่วง 20 ปี โดยนับจุดเริ่มต้นที่จุดเดียวกัน คือ ตั้งแต่ปี 2553

ระยะแรก (2553-2557) เน้นช่วง 5 ปีแรก เรียกว่ายุค Knowledge Based Industry ซึ่งเป็นช่วงที่พัฒนาโดยใช้ความรู้พื้นฐานดั้งเดิมที่เรามีอยู่จริงๆ เป็นหลักในการสร้างบทบาท อุตสาหกรรมที่ต้องให้น้ำหนักในช่วงนี้ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อาหารสำเร็จรูป และสิ่งทอ อีกทั้งเป็นช่วงที่เน้นการเตรียมพร้อมที่สุดก่อนเปิดประชาคมอาเซียน

สำหรับมาตรการในช่วงนี้ ประกอบด้วย 1.แก้ไขกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ลดปัญหาคอขวดในภาคอุตสาหกรรม 2.พัฒนาโครงสร้างวัตถุดิบ แรงงาน การวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) และศูนย์ทดสอบเอสเอ็มอี พร้อมทั้งจัดทำโซนนิ่งอุตสาหกรรม

3.พัฒนาและเชื่อมโยงอุตสาหกรรมต่างๆ ให้สามารถรวมกลุ่ม (คลัสเตอร์) 4.ดำเนินการสร้าง ASEAN Supply Chain และ 5.เริ่มส่งเสริมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ

ด้านการเตรียมพร้อมภาคเอกชน เริ่มทำจากระดับ “แมคโคร” สู่ระดับ “ไมโคร” มุ่งเน้น 2 ปัจจัยที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย คือ การพัฒนา “คน” และ “เทคโนโลยี”

การพัฒนาทั้งสองด้านจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงโรงงานขนาดใหญ่สู่โรงงานขนาดเล็ก 6 ปัจจัย ได้แก่ 1.การลดต้นทุน 2.การเพิ่มคุณภาพ 3.ความพร้อมในการบริการทั้งระหว่างการขายและหลังการขาย 4.ความรวดเร็วในการปรับตัวรับความต้องการลูกค้า

“4 ปัจจัยแรกนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะทำแล้วมักจะขัดแย้งกันเองตลอด เช่น เมื่อจะลดต้นทุน ก็มีความเสี่ยงว่าคุณภาพจะลดลงไปด้วย บริการดีต้นทุนก็อาจจะสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม 4 ปัจจัยนี้คือสิ่งที่ต้องทำ ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องวางแผนและตำแหน่งสินค้าและบริการของตัวเองให้ดี”

ทั้งนี้ 4 ปัจจัยแรกไม่เพียงพออีกต่อไปในการแข่งขันสู่อาเซียน จึงต้องมีปัจจัยที่ 5 และ 6 เพิ่มเข้ามา คือ นวัตกรรมเพื่อการต่อยอด และความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร (ซีเอสอาร์)

ระยะที่สอง (2553-2562) เน้นช่วง 510 ปี เรียกว่ายุค Innovative Industry คือ ระยะที่จะต้องต่อยอดความรู้พื้นฐานดั้งเดิมที่มีอยู่ให้มีมูลค่าเพิ่ม (Value Added) ดำเนินการแปรรูปสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ พร้อมทั้งต่อยอดนวัตกรรมไม่ให้ไทยเป็นเพียงฐานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่ต้องไปถึงอุตสาหกรรมรถไฟฟ้า อากาศยาน วัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ ลุยสู่อุตสาหกรรมเชิงรุก และตอบสนองต่อตลาดเฉพาะ (Niche Market) มากขึ้น

ระยะสุดท้าย (2553-2572) เน้นช่วง 1020 ปี เรียกว่ายุค Sustainable Industry เนื่องจากมีงานวิจัยว่า ในอีก 40 ปีข้างหน้า ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น สินค้าและบริการที่ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆ ล้มหายตายจากไป ดังนั้นก่อนจะถึงช่วงเวลาดังกล่าว จึงต้องสนับสนุนให้ไทยมีอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน เพื่อให้เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เดินไปพร้อมกันทั้ง 3 ขา

วิฑูรย์ ย้ำว่า แม้ “จุดเริ่ม” ของทั้ง 3 ระยะ จะเริ่มพร้อมกันทั้งแต่ปี 2553 แต่ “จุดเน้น” ของแต่ละช่วงแตกต่างกัน ไทยต้องเดินแผนทั้ง 3 ระยะไปพร้อมกัน เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยแข่งขันสู่อาเซียนและสู่สากลได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท