
เงื่อนจำนำข้าวยิ่งดิ้นยิ่งแน่น
ยิ่งดิ้นยิ่งแน่นกับเงื่อนจำนำข้าวคนในฟากรัฐบาลดูเหมือนกับเป็นเดือดเป็นแค้นมูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ที่ขู่ว่าจะลดอันดับเครดิตประเทศไทย ถ้าเรายังขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นโครงการ “มหา” ประชานิยมที่รัฐบาลใช้หาเสียง “ซื้อใจ” เกษตรกร
ยิ่งดิ้นยิ่งแน่นกับเงื่อนจำนำข้าวคนในฟากรัฐบาลดูเหมือนกับเป็นเดือดเป็นแค้นมูดี้ส์ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ที่ขู่ว่าจะลดอันดับเครดิตประเทศไทย ถ้าเรายังขาดทุนจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นโครงการ “มหา” ประชานิยมที่รัฐบาลใช้หาเสียง “ซื้อใจ” เกษตรกร
ความจริงข้อมูลของมูดี้ส์ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ ตัวเลขการขาดทุน 2.6 แสนล้านบาท ก็ไม่ได้เหนือความคาดคิด เพราะมีการเผยแพร่มาระยะหนึ่งแล้ว และมูดี้ส์ก็ได้ตัวเลขเหล่านี้มาจากหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ได้ “ปั้น” ขึ้นมาเองให้เป็นที่เสื่อมความน่าเชื่อถือเสียเอง
บทบาทของสถาบันจัดอันดับความเชื่อถือ ไม่ได้เป็น “ผู้กำหนด” แต่เป็นแค่“ผู้ยืนยัน” ตามหลักฐานที่เกิดขึ้นและตามความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนในตลาดการเงิน
การประเมินของสถาบันจัดอันดับ จึงไม่ได้ทำให้เรา “เน่า” ตามที่เรากลัว แต่เพราะข้างในเราเดิมก็เละเทะอยู่แล้ว สถาบันเหล่านี้เพียงมา “ประจาน” ความเน่าเฟะของเรา
การขาดทุนของโครงการนี้ก็ไม่ได้เป็นมูลเหตุ “โดยตรง” ที่สถาบันจะลดเครดิตของประเทศ แต่เป็นการ “เตือน” ว่าถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ จะทำให้รัฐบาลขาดดุลงบประมาณมากขึ้น และทำให้ต้องกู้เงินเพื่อชดเชยภาวะขาดดุล ทำให้หนี้สาธารณะพอกพูนขึ้นมา และจะเป็นหนี้สาธารณะที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ เป็นตัวถ่วงการกู้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
เนื่องจากถ้าต้องกู้เพื่อ “โปะ” โครงการรับจำนำข้าว จะทำให้ “วงเงิน” ที่เราจะกู้เพิ่มลดลง เมื่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีสูงขึ้นจะเป็น “เหตุ” ทำให้เครดิตประเทศลดลง ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินหรืออัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้น เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จะสร้างความเจริญให้ประเทศระยะยาว ซึ่งควรเป็นโครงการที่รัฐบาลน่าจะเอาใจใส่มากกว่า “โครงการที่ถ่วงความเจริญ” และสร้างภาระหนี้สินจากการลงทุนที่ “สูญเปล่า”
ดังนั้น การ “ต่ออายุ” โครงการที่สร้างภาระและไม่ก่อรายได้จะเป็นการ “บั่นทอนอายุ” ของรัฐบาล เหมือนเป็นการผูก “เงื่อนตาย” ยิ่งมติที่ให้รวมปริมาณและวงเงินของโครงการเดิมและโครงการรอบใหม่ เพื่อดึงเงินรอบใหม่มาโปะความเสียหายรอบเก่า ยิ่งทำให้ “สาง” ยากยิ่งขึ้น เสี่ยงที่ตัวเลขการขาดทุนจะสะสมมากขึ้นโดยไม่รู้ว่าจะไปแก้ที่จุดไหน
การตัดรอบบัญชีให้ผลการดำเนินงานในแต่ละรอบชัดเจนแม้จะ “เสียหน้า” บ้าง แต่ถ้าจะทำโครงการนี้ต่อก็น่าจะปรับโครงสร้างการดำเนินงาน เพราะถ้าจะยกเลิกโครงการก็อาจทำใจลำบาก ภาคธุรกิจก็คงยากจะทำใจ เพราะยังมีพนักงาน ลูกค้าคู่ค้า ฯลฯ ที่ต้องรับผิดชอบอยู่
ถ้ากระบวนการทำธุรกิจเดิมไม่ได้ผล ก็ควร “ปรับโครงสร้างธุรกิจ” เช่น การรับจำนำข้าว “ราคาเดียว” อาจต้องคัดสรรและให้ราคาตามคุณภาพ เช่นสายพันธุ์และความชื้น และ “แปรรูป” ให้ข้าวเก็บรักษาได้นานขึ้น
และอยู่ในรูปลักษณ์ที่สามารถเก็บได้ในพื้นที่ที่จำกัด อย่างที่เห็นในร้านสะดวกซื้อที่ข้าวถูกอัดด้วยสูญญากาศเป็นรูปทรงลูกบาศก์ เป็นการเพิ่มมูลค่าและทำการตลาดได้ง่ายขึ้น
หวังว่านักการเมืองจะรู้จักฟังและรู้จักคิดให้มากขึ้น บ้านเมืองนี้จะได้พัฒนากับเขาบ้าง







