
ลีสซิ่งกสิกรโฟกัสกลุ่มรถหรู
ลีสซิ่งกสิกรไทยสบช่อง เดินเครื่องปล่อยกู้รถหรูดีลเลอร์อย่างเป็นทางการ
ลีสซิ่งกสิกรไทยสบช่อง เดินเครื่องปล่อยกู้รถหรูดีลเลอร์อย่างเป็นทางการ
นายอิสระ วงศ์รุ่ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย เปิดเผยว่า หลังจากนี้บริษัทคาดว่ายอดการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถหรูจากช่องทางดีลเลอร์หรือตัวแทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้ผลิตอย่างเป็นทางการจะมีอัตราเติบโตที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นรถเบนซ์ ปอร์เช่ หรือเฟอร์รารี เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้จะหันมาซื้อรถโดยตรงกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้นว่ารถที่ซื้อมาใช้งานนั้นจะไม่มีปัญหาอะไรตามมา แม้ราคารถจะสูงกว่ารถที่นำเข้ามาโดยผู้นำเข้าอิสระหรือเกรย์มาร์เก็ตก็ตาม
“อย่างตอนนี้รถเบนซ์เราก็มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 2 ได้ประมาณ 20% รองจากเบนซ์ ลีสซิ่งที่ปล่อยกู้ได้ 40% เมื่อเทียบกับสัดส่วนลูกค้าที่ซื้อเงินผ่อน 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% ซื้อด้วยเงินสด ซึ่งรถเบนซ์เองก็ยังมีความร่วมมือกับธนาคารกสิกรไทยในการออกบัตรเครดิตเบนซ์อยู่แล้วอีกด้วย” นายอิสระ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังจากนี้ตลาดเกรย์มาร์เก็ตคงมีปัญหาในการทำธุรกิจมากขึ้น เพราะสถาบันการเงินเองก็คงไม่กล้าปล่อยกู้ให้กับเกรย์มาร์เก็ตไปซื้อรถมาขายอีก และผู้ประกอบการเช่าซื้อเอง ก็คงไม่ปล่อยกู้ให้กับลูกค้าเช่นกัน ซึ่งลูกค้ากว่า 80% ก็ต้องใช้บริการเช่าซื้ออยู่แล้ว ซึ่งคงเหลือเฉพาะลูกค้าเงินสดที่จะซื้ออย่างเดียว
นายอิสระ กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบปัญหารถหรูของหน่วยงานรัฐว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทมีนโยบายชัดเจนมาโดยตลอดว่าจะไม่ปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อให้กับรถจดประกอบ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาด้านกฎหมายตามมาได้ ดังนั้นจึงทำให้บริษัทไม่มีรถ|จดประกอบอยู่ในยอดสินเชื่อของบริษัท
ทั้งนี้ การปล่อยกู้ให้กับรถหรูที่นำเข้ามาทั้งคันโดยกลุ่มเกรย์มาร์เก็ตนั้น บริษัทก็เริ่มทยอยหยุดปล่อยกู้มาตั้งแต่กลางปี 2555 แล้ว หลังจากหน่วยงานรัฐมีนโยบายเรื่องจัดเก็บภาษีรถนำเข้าใหม่ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหาในอนาคตเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้ในแต่ละเดือนก็มียอดสินเชื่อจากรถเกรย์มาร์เก็ตทยอยคืนกลับมาเดือนละประมาณ 300-400 ล้านบาท และคาดว่าหลังจากนี้อีก 3 ปี ยอดเงินกู้จากรถเกรย์มาร์เก็ตคงหมดไปได้ ซึ่งที่ผ่านมารถกลุ่มนี้มีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลอยู่ที่ 0.80% ใกล้เคียงกับเอ็นพีแอลของทั้งบริษัท
สำหรับภาวะดอกเบี้ยนั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นหรือลงแต่อย่างใด โดยป้ายแดงเฉลี่ยอยู่ที่ 2.45-2.55% สาเหตุเนื่องจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่ยังไม่ส่งสัญญาณปรับลดดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝากลง ซึ่งมีผลต่อต้นทุนของธุรกิจเช่าซื้อด้วย







