
ตั้งสถาบันเพิ่มศักยภาพยางไทยแข่งขันต่างชาติ
ตั้งสถาบันผลิตภัณฑ์ยางฯ เพิ่มศักยภาพยางไทยสู้มาเลย์ อินโดฯ ส่งออกไป BRICS
ตั้งสถาบันผลิตภัณฑ์ยางฯ เพิ่มศักยภาพยางไทยสู้มาเลย์ อินโดฯ ส่งออกไป BRICS
นายสมชาย หาญหิรัญ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและพัฒนา สนับสนุนการสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตภัณฑ์ยางและไม้ยางพารา เพื่อแข่งขันในระดับโลก
ทั้งนี้ ตลาดส่งออกที่มีศักยภาพและเห็นว่าประเทศไทยควรเพิ่มศักยภาพการแข่งขันเพื่อเจาะตลาดนี้มากขึ้น คือกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะ BRICS ได้แก่ บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ซึ่งเศรษฐกิจมีการเติบโตและมีการนำเข้ายางพาราในปริมาณสูง
ในปี 2554 ประเทศกลุ่ม BRICS นำเข้าสินค้ายางพารา 56% ของมูลค่าการนำเข้าส่งออกสินค้ายางพาราทั้งหมดของกลุ่ม เมื่อพิจารณาเฉพาะสินค้านำเข้า พบว่าเป็นสินค้าขั้นกลางน้ำ 64% แบ่งเป็นยางแท่ง (ทีเอสเอ็นอาร์) 39.24% ยางสังเคราะห์ 31.46% และยางคอมปาวด์ 17.29% ขั้นปลายน้ำ 36% เป็นยางยานพาหนะ 48.73% และผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ 52.27%
แหล่งนำเข้าสินค้ายางขั้นกลางน้ำที่สำคัญของกลุ่ม BRICS 3 อันดับแรก คือ ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ส่วนแหล่งนำเข้าสินค้ายางขั้นปลายน้ำที่สำคัญได้แก่ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย ตามลำดับ
นายสมชาย กล่าวว่า การส่งออกสินค้ายางพาราของไทยไปยังกลุ่ม BRICS ส่วนใหญ่ยังคงเป็นยางพาราขั้นกลางน้ำ ส่วนใหญ่คือ ยางแท่ง (ทีเอสเอ็นอาร์) 45.12% ยางคอมปาวด์ 22.55% และยางแผ่นรมควัน 15.43% ตามลำดับ ส่วนยางพาราขั้นปลายน้ำ ซึ่งคิดเป็น 8% ของการส่งออกยางพาราทั้งหมด มีสินค้าสำคัญคือ ยางยานพาหนะ 46.53% ผลิตภัณฑ์ยางอื่นๆ 28.88% และถุงมือ 9.90% ตามลำดับ
สถาบันพัฒนาผลิตภัณฑ์ยางฯ จะทำการวิจัยเพื่อให้การสนับสนุนผู้ส่งออกยางไทย ซึ่งแบ่งเป็น 3 กลุ่ม เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน ได้แก่ 1.กลุ่มที่มีแนวโน้มได้เปรียบเพิ่มขึ้น คือ ยางธรรมชาติที่กำหนดไว้ในทางเทคนิค (ทีเอสเอ็นอาร์) ยางผสม (คอมปาวด์)
2.กลุ่มที่ได้เปรียบลดลง คือ ยางแผ่นรมควัน น้ำยางธรรมชาติ และยางธรรมชาติในลักษณะอื่นๆ และ 3.กลุ่มแนวโน้มเสียเปรียบเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยางสไตรีนบิวตาไดอีน (เอสบีอาร์) เป็นต้น







