
การตลาดต้นทุนต่ำ
โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มักมีเงินทุนและทรัพยากรมนุษย์ที่จำกัด จึงต้องจัดการบริหารงานหลายอย่างภายในบริษัทด้วยตัวเอง และบ่อยครั้งงานที่มีความสำคัญต่อยอดขายและกำไรสูงอย่างการตลาด ก็ถูกปล่อยปละละเลยเนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีเวลาและเงินทุนที่มากพอ
โดยปกติแล้ว ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) มักมีเงินทุนและทรัพยากรมนุษย์ที่จำกัด จึงต้องจัดการบริหารงานหลายอย่างภายในบริษัทด้วยตัวเอง และบ่อยครั้งงานที่มีความสำคัญต่อยอดขายและกำไรสูงอย่างการตลาด ก็ถูกปล่อยปละละเลยเนื่องจากผู้ประกอบการไม่มีเวลาและเงินทุนที่มากพอ
ด้วยเหตุนี้เว็บไซต์เมโทรของอังกฤษ จึงเขียนบทความให้คำแนะนำแก่เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีในการเพิ่มประสิทธิภาพการตลาดของบริษัทตัวเองภายใต้งบประมาณและเวลาที่จำกัดดังนี้
1.เข้าใจแก่นธุรกิจของตัวเอง บ่อยครั้งที่ผู้ประกอบการมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการดึงดูดความสนใจของลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจของตัวเอง ดังนั้นหากเปลี่ยนการทักทายธรรมดาให้กลายเป็นหัวข้อทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบริษัทตัวเองได้จึงดีไม่น้อย
2.เพิ่มมูลค่าแทนการลดราคา หลีกเลี่ยงการลดราคา เพราะอาจทำให้บริษัทมีภาพลักษณ์ลดตามไปด้วย หากหันมาเพิ่มมูลค่า อาทิ การให้คำแนะนำ หรือให้สินค้าไปลองใช้ฟรี จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า และส่งผลให้มีมูลค่าแบรนด์เพิ่มมากขึ้นด้วย
3.ทำการตลาดทุกครั้งที่มีโอกาส บ่อยครั้งที่ในการสนทนากับผู้คนในชีวิตประจำวัน ผู้ประกอบการสามารถสอดแทรกการตลาดเข้าไปในหัวข้อสนทนาได้ เช่นในงานแต่งงานของเพื่อน เจ้าของธุรกิจรับจัดเลี้ยงอาจแนะนำบริการของตนให้แก่คนรู้จักในงานได้
4.มีความยืดหยุ่น ข้อได้เปรียบหนึ่งของธุรกิจเอสเอ็มอีคือการไม่มีระบบการบริหารงานภายในที่ซับซ้อน ดังนั้นหากผู้ประกอบการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความเป็นไปของภาคธุรกิจตัวเอง และการเคลื่อนไหวของคู่แข่งอยู่ตลอด ก็สามารถปรับเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ภายในบริษัทเพื่อคงความได้เปรียบได้อย่างรวดเร็ว
5.ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างชาญฉลาด โซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในการตลาด จึงสมควรใช้อย่างเหมาะสมต่อเป้าหมายของธุรกิจ นอกจากนี้ก็ควรใช้ระบบการวิเคราะห์ผู้ชมของแอกเคาต์โซเชียลเน็ตเวิร์กของตนให้เป็นประโยชน์
6.รักษาตัวตนของแบรนด์ เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าอะไรคือคุณค่าของแบรนด์ตัวเอง ก็ควรที่จะรักษาตัวตนนั้นในทุกช่องทางการสื่อสารของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นสีที่ใช้ หรือสำเนียงภาษาในการสื่อสาร
7.ทำการตลาดผ่านสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ต เนื่องจากภายในปี 2557 มีการคาดการณ์ว่าสมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตจะกลายเป็นตัวกลางที่ถูกใช้ในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ดังนั้นจึงควรค่าแก่การสนใจอย่างยิ่ง
8.สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ทำความรู้จักกับผู้คนที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน โดยความคิดเห็นที่ได้จากบุคคลภายนอกองค์กรที่เป็นกลางอาจช่วยให้เห็นจุดอ่อนของบริษัทได้อีกทางหนึ่ง







