
อสังหาฯ โตสวนศก.หวั่นการเมืองป่วนครึ่งหลัง
แม้ว่าบรรยากาศการซื้อขายที่อยู่อาศัยจะไม่หวือหวา
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
แม้ว่าบรรยากาศการซื้อขายที่อยู่อาศัยจะไม่หวือหวา ประกอบกับการที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ปรับลดประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพีปีนี้เหลือที่ระดับ 4.20-5.20% จากเดิมที่ 4.50-5.50% แต่ผู้ประกอบการรวมทั้งนักวิชาการด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังมองภาพปีนี้เป็นบวก และยังเข็นโครงการใหม่ออกมาต่อเนื่อง
ชี้อสังหาฯ ยังโตสวน ศก.ชะลอ
มานพ พงศทัต อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไม่ได้เลวร้าย การเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ก็ต้องดูเป็นภาพรวมรายปีหรือรายไตรมาส เพราะจีดีพีไม่ใช่หุ้นที่จะต้องดูเป็นรายวันหรือรายเดือน ถ้ามาดูจีดีพีกันเป็นรายเดือน จะสร้างความแตกตื่นให้กับตลาด เพราะในแต่ละช่วงเวลาจีดีพีจะมีขึ้นมีลงเป็นเรื่องปกติ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมภาพของภาคอสังหาริมทรัพย์เวลานี้จึงดูสวนทางกับจีดีพี
สำหรับตลาดซื้อขายเวลานี้ยังเติบโต ผู้ประกอบการรายใหญ่ทุกค่ายมียอดขายและรายได้ที่เติบโต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียม แต่ต้องยอมรับว่าเป็นการเติบโตจากผู้ซื้อฝั่งนักลงทุนซื้อปล่อยเช่าที่เข้ามาแทนที่กลุ่มผู้ซื้ออยู่จริง โดยปัจจุบันสัดส่วนนักลงทุนซื้อปล่อยเช่าขยับขึ้นมาถึง 50% แบ่งเป็นกลุ่มลงทุนจริง 40% และกลุ่มเก็งกำไร 10% ส่วนซื้ออยู่จริงลดจาก 80% เหลือ 50%
“รายใหญ่ๆ โตกันหมด บางรายขายดีจากกลุ่มนักลงทุนซื้อให้เช่ามากกว่าซื้ออยู่เอง เช่น ซื้อกัน 3-4 ยูนิตต่อโครงการ เพราะเวลานี้คนรวยเยอะขึ้น รวยจากตลาดหุ้นที่เติบโตมหาศาล ปั่นหุ้น ปั่นทอง แล้วก็มาปั่นราคาที่ดินต่อ” มานพ กล่าว
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการรายใหญ่ยังเติบโตจากตลาดต่างจังหวัดมาก โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ให้ความสนใจเข้าไปลงทุนจำนวนมาก ส่วนตลาดในกรุงเทพฯ ที่แข่งขันสูงมากขึ้นทำให้ผู้ประกอบการรายใหญ่หลายราย กระจายการลงทุนไปยังธุรกิจอื่นๆ เช่น กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟคทำช็อปปิ้งมอลล์ กลุ่มเสนาฯ ทำคอมมูนิตี้มอลล์ เป็นต้น โดยอาจกล่าวได้ว่า ปีนี้ยักษ์ใหญ่ทั้งในตลาดหลักทรัพย์ฯ และนอกตลาดล้วนเติบโต แต่ไม่บูมมากเหมือนปีที่แล้ว
หวั่นการเมืองผันผวนป่วนตลาด
อย่างไรก็ตาม มานพ วิเคราะห์ว่า เศรษฐกิจที่ยังเติบโตไปได้เวลานี้ ต้องจับตาดูเรื่องการเมืองอย่างใกล้ชิดด้วย เพราะขณะนี้รัฐบาลมีหลายประเด็นที่เป็นจุดอ่อนให้โจมตี ซึ่งอาจก่อให้เกิดความผันผวน รวมถึงการขัดแย้งกันภายในพรรคการเมืองฝั่งรัฐบาล ขัดแย้งกันนอกพรรคการเมือง ล้วนมีความเสี่ยงที่อาจทำให้การเมืองไทยกลับมาผันผวนอีกครั้ง และอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้
ความคิดเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดไตรมาส 2 แม้จะชะลอตัวไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้เลวร้าย ตลาดยังไปได้เรื่อยๆ แต่ต้องจับตามองไตรมาส 3 ว่าปัจจัยลบต่างๆ จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและกำลังซื้อหรือไม่ เช่น ส่งออกชะลอตัว เพราะโครงการที่จะเปิดตัวในระยะสั้นนี้ มีการเตรียมการมานานแล้ว ทั้งซื้อที่ดินล่วงหน้า ยื่นขออนุญาตเรื่องสิ่งแวดล้อม ยื่นขออนุญาตก่อสร้าง ซึ่งหากโครงการที่เปิดตัวมาแล้วไม่ได้รับการตอบรับที่ดี ผู้ประกอบการคงต้องพิจารณาอีกครั้ง
รายใหญ่ยันเดินหน้าลุยครึ่งปีหลัง
ขณะที่ วิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอเชี่ยน พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือเอพี กล่าวว่า เศรษฐกิจโดยรวมก็ยังดี แต่อย่าให้มีอะไรมาสะดุดตอนไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ซึ่งเอพีเองก็ยังเดินหน้าเปิดโครงการใหม่ตามแผนอีก 6 โครงการ มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น คอนโดมิเนียม 1 โครงการ มูลค่า 2,000 ล้านบาท และส่วนที่เหลือเป็นบ้านแนวราบ
เช่นเดียวกับค่ายเอสซีฯ กรี เดชชัย ประธานเจ้าหน้าที่ด้านปฏิบัติการ บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังบริษัทจะเปิด 8 โครงการใหม่ ล่าสุดได้ทยอยเปิดตัว 3 โครงการคอนโดมิเนียม มูลค่ารวม 7,800 ล้านบาท และยังพร้อมลุยซื้อที่ดินใจกลางเมือง เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมต่ออีกด้วย
ปัจจัยชี้ขาดว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะอยู่หรือไป ถึงเวลานี้คงเหลือเพียงภาวะการเมืองว่าจะดีหรือจะตีกันเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่จะเอาอยู่







