
ไฟแนนซ์ทูเดย์
“ยิ่งคุณพยายามควบคุมบางอย่างมากเท่าไร มันก็ยิ่งย้อนกลับมาควบคุมตัวคุณมากเท่านั้น”
“ยิ่งคุณพยายามควบคุมบางอย่างมากเท่าไร มันก็ยิ่งย้อนกลับมาควบคุมตัวคุณมากเท่านั้น”
...งานเข้ามั้ยล่ะ อยู่ดีๆ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ก็ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า “ไม่เคยพูดว่าจะลาออกจากตำแหน่ง หากโครงการรับจำนำข้าวขาดทุนเกิน 6 หมื่นล้านบาท เพราะหากพูดจริงก็คงต้องมีหลักฐาน หรือคลิปมาชี้แจงแล้ว ไม่ใช่แค่ข่าวลือว่าพูดเท่านั้น”
ต้นกล้าจำได้ว่า โพสต์ทูเดย์นำเสนอข่าวเรื่องนี้ ในหน้า 1 ฉบับวันที่ 3 ต.ค. 2554 ตอนนั้นกิตติรัตน์ บอกว่า “ถ้ารัฐบาลทำโครงการรับจำนำข้าวแล้ว ทำให้รัฐเสียหายมากกว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นงบที่รัฐบาลชุดก่อนใช้ชดเชยในโครงการประกันรายได้เกษตรกร รัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็คงอยู่ไม่ได้ จึงไม่ต้องตั้งคำถามเลยว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจจะรับผิดชอบอย่างไร”
แม้ไม่ได้ลั่นวาจาว่าจะลาออก แต่นัยแห่งเนื้อความแล้วคือการแสดงความรับผิดชอบชัดเจน
กิตติรัตน์ ยังระบุอีกว่า “แต่ถ้าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ฤดูกาล 2554/2555 รัฐบาลสามารถรับจำนำแล้ว ขาดทุนน้อยกว่า 6 หมื่นล้านบาท และยังทำให้เกษตรกรขายข้าวเปลือกเจ้าได้ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ข้าวหอมมะลิตันละ 2 หมื่นบาท ต้องถือว่ารัฐบาลสอบผ่าน” แปลความกันเอาเองครับ
...พ้นจากเรื่องข้าวก็มาเจอด่านหินในเรื่อง พ.ร.บ.กู้เงินก้อนมหึมา 2 ล้านล้านบาท ล่าสุด ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น น่าจะขัดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 169 ที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจ่ายเงินของแผ่นดินไว้ว่า จะกระทำได้ก็เฉพาะที่ได้อนุญาตไว้ในกฎหมายซึ่งมีอยู่ 4 ฉบับ
1. พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย 2. พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ 3. พ.ร.บ.โอนเงินงบประมาณ 4. พ.ร.บ.เงินคงคลัง เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่มิอาจหลีกเลี่ยงจริงๆ เท่านั้น คำถาม คือ ร่าง พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องตราเป็นกฎหมายพิเศษหรือไม่







