
วางอนาคต
ปิดฉากกันไปแล้วสำหรับการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เอเชียตะวันออก ณ กรุงเนย์ปิดอว์ ของพม่า ซึ่งถือเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองครั้งใหญ่ของพม่า ก่อนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในปลายปีนี้
ปิดฉากกันไปแล้วสำหรับการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เอเชียตะวันออก ณ กรุงเนย์ปิดอว์ ของพม่า ซึ่งถือเป็นการต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองครั้งใหญ่ของพม่า ก่อนการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ในปลายปีนี้
มาถึงถิ่นกันแบบนี้ ประเด็นหลักๆ ที่หารือกันก็หนีไม่พ้นการปฏิรูปและอนาคตการพัฒนาของพม่า อีกทั้งยังเป็นโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงจากทุกมุมโลกได้มาเห็นพม่าด้วยตาตัวเอง แม้ว่าจะเป็นเวลาสั้นๆ ก็ตาม บางคนบอกว่า ยุคนี้ หากพาสปอร์ตของใครไม่เคยถูกตีตราว่าเคยไปพม่ามาแล้ว ถือว่าตกเทรนด์เอามากๆ ค่ะ
พูดถึงเรื่องใครๆ ก็ต้องไปประเทศนี้ จึงอยากหยิบยกแผนแม่บทการท่องเที่ยวของพม่า (Tourism Master Plan) ที่เพิ่งประกาศออกมาในช่วงการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม มาให้ดูกันค่ะ
แผนแม่บทที่เกิดจากความร่วมมือของรัฐบาลพม่า ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) และรัฐบาลนอร์เวย์ นี้ จะเน้นการพัฒนา 38 โครงการสำคัญ ที่มีมูลค่าเกือบ 500 ล้านเหรียญสหรัฐ มีโจทย์สำคัญคือ จะต้องพัฒนาความสามารถในการแข่งขัน ปกป้องสิ่งแวดล้อมในพื้นที่สำคัญ และปกป้องรักษาชุมชนชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเราต่างรู้กันดีว่า ในพม่ามีหลากหลายชาติพันธุ์มาก
นอกจากการพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แก่นักท่องเที่ยวแล้ว แผนนี้จะเน้นการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวทั้งแง่ของคุณภาพและปริมาณ เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยค่ะ
ทางการพม่าประเมินว่า ถ้าสามารถเดินหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมต่อไปไม่มีปัญหาอะไร ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติก็น่าจะโตพรวดพราดถึง 7 เท่าตัว จากปัจจุบันเป็น 7.5 ล้านคน ในปี 2563 ทำรายได้เข้าประเทศ 1.01 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในอุตสาหกรรมนี้มากถึง 1.4 ล้านตำแหน่งเลยทีเดียว
แต่การตั้งเป้าสูงแบบนี้ คงเป็นไปไม่ได้หากไม่มีการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น ทางการพม่าจึงจำเป็นต้องทบทวนกฎหมายด้านการท่องเที่ยวปี 2536 เสียใหม่เพื่อให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้จะครอบคลุมไปถึงการออกใบอนุญาตโรงแรม ร้านอาหาร บริษัททัวร์ และไกด์นำเที่ยวด้วย
แผนแม่บทนี้ยังแนะนำให้พม่าตั้งหน่วยงานประสานงานด้านการท่องเที่ยวที่เรียกว่า Tourism Executive Coordination Board เพื่อเป็นแกนกลางระหว่างกระทรวง หน่วยงาน และสมาคมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือเรียกได้ว่า มีการทำงานแบบรวมศูนย์ ไม่ได้ต่างคนต่างทำ
การมีศูนย์กลางในช่วงเริ่มปฏิรูปแบบนี้ ก็น่าจะช่วยให้อะไรต่อมิอะไรดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และเป็นไปในทิศทางเดียวกันมากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจของแผนแม่บทฉบับนี้ก็คือ การเสนอตั้งหน่วยตำรวจท่องเที่ยว หลายคนอาจบอกว่า ไม่เห็นจะแปลกหรือโดดเด่นอะไร แต่เมื่อมามองที่บทบาทหน้าที่แล้ว จะเห็นว่าเป็นการมองการณ์ไกลและรอบด้าน เพราะระบุชัดเจนว่า ตำรวจท่องเที่ยวไม่ใช่แค่ดูแลนักท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่จะต้องช่วยป้องกันการค้ามนุษย์อีกด้วย แถมยังต้องแนะนำชุมชนต่างๆ ให้รู้จักรับมือหากมีนักท่องเที่ยวทะลักเข้ามาในพื้นที่อย่างไรบ้าง
เห็นการวางแผนของพม่าแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี และหากทำได้ตามแผนจริง การท่องเที่ยวพม่าก็น่าจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนตามที่หลายฝ่ายอยากจะเห็น และคงไม่ต้องเดินย่ำรอยความสำเร็จ? ของประเทศเพื่อนบ้าน ที่นิตยสารออนไลน์ของพม่าฉบับหนึ่งเคยบอกว่า เขาไม่อยากเป็นแบบนั้น







