
มูดี้ส์กับเครดิตประเทศไทย
ในช่วงที่ผ่านมา กระแสความวิตกกังวลกับการที่มูดี้ส์ หรือ “Moody’s Investor Service”
ในช่วงที่ผ่านมา กระแสความวิตกกังวลกับการที่มูดี้ส์ หรือ “Moody’s Investor Service” ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ อาจมีการปรับลดความน่าเชื่อถือ หรือเครดิตของประเทศไทยซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับด้านการเงิน ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการกู้ยืมเงินของสถาบันการเงิน รวมทั้งของรัฐบาลในต่างประเทศสูงขึ้น เนื่องจากสถาบันการเงินในต่างประเทศจะใช้ตัวเรตติ้ง หรืออันดับความน่าเชื่อถือของประเทศเป็นข้อมูลพิจารณาซึ่งนอกจากมูดี้ส์แล้ว ก็ยังมี S&P และอีกหลายสถาบันที่ทำหน้าที่ในการประเมิน
การที่ไทยกำลังถูกพิจารณาหั่นความน่าเชื่อถือ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีนัก เพราะส่งผลต่อดอกเบี้ย ซึ่งธนาคารหรือสถาบันการเงิน นอกเหนือจากจะระดมเงินภายในประเทศแล้ว ก็ยังมีการกู้เงินจากต่างประเทศแล้วนำมาปล่อยกู้ให้กับธุรกิจ เมื่อต้นทุนดอกเบี้ยสูงก็แน่นอนว่า ที่สุดแล้วผู้กู้ก็จะเป็นผู้แบกภาระ
ต้องเข้าใจว่า นอกเหนือจากภาคธุรกิจ ที่จะได้รับผลกระทบแล้ว เงินกู้ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเงินกู้ระยะยาว จะปล่อยให้กับประชาชน ในรูปของอสังหาริมทรัพย์ หรือการกู้เงินเพื่อไปซื้อบ้านหรือที่ดิน ดังนั้น ปัญหาการลดอันดับของมูดี้ส์ จึงเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งปกติก็มีต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงอยู่แล้ว และขาดความสามารถในการต่อรอง
นอกจากนี้ ในตลาดหุ้น ซึ่งขาใหญ่ก็เป็นนักลงทุนต่างชาติที่นำเงินเข้ามาลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนทั้งในตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้ หรือตลาดพันธบัตร โดยการลงทุนระยะยาวถือเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นในรูปของกองทุน และแน่นอนว่า ก่อนจะโยกเงินไปลงทุนประเทศใด ก็ต้องมีการพิจารณาถึงความน่าเชื่อถือของประเทศนั้นๆ ซึ่งก็ดูจากการประเมินเรตติ้งจากสถาบันที่ทำหน้าที่จัดลำดับเครดิตระหว่างประเทศ เช่น Moody’s เป็นต้น
ทั้งนี้ การที่ประเทศไทยกำลังถูกพิจารณา ในการถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือทางด้านเครดิต ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับ Baa1 ถือเป็นระดับที่ดี ถึงแม้จะถูกลดลงมา 1 ระดับ ก็คงไม่ใช่เรื่องที่เลวร้าย แต่มีผลในเรื่องของความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในช่วงขณะนี้ ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ นักลงทุนต่างชาติกำลังทยอยนำเงินลงทุนออกจากประเทศไทย เพื่อนำเงินไปลงทุนในแหล่งที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า ซึ่งทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการแข็งค่า กระทบต่อการส่งออก แต่จากการที่เงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว ทำให้ขณะนี้ เงินบาทกลับมีแนวโน้มอ่อนค่า ซึ่งหากอ่อนค่าเกินพอดี ก็จะกระทบกับราคาน้ำมัน และสินค้าที่นำเข้า และแน่นอนว่าเงินเฟ้อก็ต้องตามมา
ดังนั้น การที่สถาบันมูดี้ส์กำลังพิจารณาลดเครดิตประเทศไทยตอนนี้ อยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ค่อยดี เพราะจะยิ่งทำให้นักลงทุนต่างชาติเริ่มวิตกกับเครดิต ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของไทย อาจส่งผลให้มีการโยกเงินออก หรือปรับพอร์ต เพื่อประกันความเสี่ยง ยิ่งจะทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปมากกว่าที่เป็นอยู่
สาเหตุที่ทางสถาบันมูดี้ส์อาจพิจารณาตัดเครดิตประเทศไทย โดยอ้างว่าเกิดจากโครงการรับจำนำข้าวของไทย ซึ่งอาจมีความเสียหาย 2.6 แสนล้านบาท และอาจส่งผลให้ไทยขาดดุลงบประมาณต่อเนื่องไปหลายปี ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงที่มูดี้ส์กำลังเก็บข้อมูล ส่วนที่ว่าตัวเลขของมูดี้ส์คลาดเคลื่อนไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ก็ต้องไปชี้แจง เพราะการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ เท่ากับว่าในสายตานักลงทุนต่างชาติ ประเทศไทยมีความเสี่ยงทางด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ซึ่งก็คงจะไม่เป็นผลดี เพราะเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่น หากปล่อยไว้อีกหลายสถาบันที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือ ก็จะเข้าคิวกันมาลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทย... ซึ่งไม่ดีแน่นอน







