
‘ชาญ บูลกุล’ตัดขายหุ้นสะสมกำไร
“ชาญ บูลกุล” ตัดขายหุ้น 5 ตัว หลัง พี/อี พุ่งถึง 20 เท่า ดัชนีดิ่งแรง ตั้งแต่ต้นปีโกยกำไร 50%
“ชาญ บูลกุล” ตัดขายหุ้น 5 ตัว หลัง พี/อี พุ่งถึง 20 เท่า ดัชนีดิ่งแรง ตั้งแต่ต้นปีโกยกำไร 50%
นายชาญ บูลกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) และนักลงทุนอิสระ เปิดเผยว่า ส่วนตัวมีพอร์ตการลงทุนมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท หลังจากดัชนีหุ้นเริ่มปรับตัวลงแรงก็เริ่มมีการปรับพอร์ตการลงทุน โดยขายหุ้นออกไปเพียง 5 ตัว จากทั้งหมดที่ถืออยู่ 25 ตัว ส่วนอัตราผลตอบแทนที่ได้ตั้งแต่ต้นปีทั้งจากกำไรส่วนต่างราคาหุ้นและเงินปันผลอยู่ที่ 50%
สาเหตุที่ขายหุ้นออกไปประเด็นหลักมาจากราคาหุ้นตัวนั้นได้ทยอยปรับขึ้นมาต่อเนื่อง จนทำให้อัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) ปรับขึ้นมาสูงถึง 20 เท่า ส่วนกรณีที่หุ้นตกช่วงนี้ก็เป็นปัจจัยที่รองลงมาในการปรับพอร์ตการลงทุน
“ผมเริ่มปรับพอร์ตครั้งนี้มาจากที่หุ้นบางตัวมี พี/อี สูงกว่า 20 เท่า ซึ่งปกติไม่ใช่วิสัยในการลงทุนของผมที่จะถือหุ้นแพงขนาดนี้” นายชาญ กล่าว
สำหรับสูตรการลงทุนตามปกติคือ ซื้อหุ้นที่มี พี/อี ประมาณ 10 เท่า ให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีและต้องเป็นหุ้นขนาดกลางเป็นส่วนใหญ่ เพราะมีโอกาสเจริญเติบโตในอนาคตได้อีกมาก
ปัจจุบันยังมีความเชื่อมั่นในหุ้นขนาด กลางมากกว่าขนาดใหญ่ที่นักลงทุนส่วนใหญ่เน้นเข้าไปลงทุน นอกจากนั้นยังจะเน้นเลือกหุ้นในลักษณะเป็นรายตัวมาก กว่าเป็นรายกลุ่ม เนื่องจากตอนนี้หมดยุคเลือกเล่นหุ้นรายกลุ่มธุรกิจแล้ว เพราะการเลือกรายกลุ่มใช่ว่าหุ้นทุกตัวจะดูดีไปหมด
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า ขณะนี้หุ้นกลุ่มพลังงานยังน่าสนใจซื้อลงทุน ส่วนหนึ่งเนื่องจากราคาหุ้นยังปรับตัวขึ้นไม่มาก หากเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นโดยรวมและหุ้นกลุ่มอื่นๆ อาทิ ธนาคารพาณิชย์ สื่อสาร หรือพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
อย่างไรก็ตาม ขอให้เลือกซื้อพลังงานรายตัวโดยชอบหุ้น บริษัท ปตท. (PTT) มากที่สุด เนื่องจากราคายังต่ำ แม้ว่าในช่วงนี้จะขยับขึ้นบ้างก็ตาม ล่าสุดปิดที่ 335 บาท บวก 9 บาท หรือ 2.76% แต่ยังซื้อขายที่ พี/อี ไม่ถึง 10 เท่า และสูงกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชีระดับ 292 บาท เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ขณะที่แนวโน้มผลการดำเนินงานยังคงเติบโตที่ดีทั้งจากกำไรของบริษัทและบริษัทในเครือ ท่ามกลางราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มกระเตื้องขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่ดี โดยเฉลี่ยสูงกว่า 3% ต่อปี หากเงินลงทุนของต่างชาติกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยรอบใหม่ เชื่อว่าราคาจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นไปแถวๆ 400 บาท ใกล้เคียงกับราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ให้ และ ปตท.ยังเป็นเป้าหมายในการซื้อของกองทุนหุ้นและกองทุนทาร์เก็ตฟันด์ ซึ่งได้รับความนิยมออกมามากในช่วงนี้







