
บูรณาการภาคเกษตรรับเออีซี
“เกษตร” นับเป็นอีกภาคส่วนที่ถูกจับตาว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“เกษตร” นับเป็นอีกภาคส่วนที่ถูกจับตาว่า เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 อาจจะได้รับผลกระทบทั้งในแง่ดีและแง่ลบได้ ดังนั้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินงานด้านเกษตรกรรมของชาติจึงต้องหามาตรการและวางยุทธศาสตร์รับมือให้พร้อม
ฉลอง เทพวิทักษ์กิจ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯ ได้ตระหนักถึงการเตรียมความพร้อมของภาคเกษตรไทยที่เข้าสู่ประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเจ้าหน้าที่ สถาบันต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเกษตร รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในภาคการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้จัดทำแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเกษตรในทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนและยังเป็นการเพิ่มบทบาทของประเทศไทยให้เป็นนานาชาติมากขึ้น
เบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ผลักดันความร่วมมือด้านเกษตรผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับอาเซียนให้กับเจ้าหน้าที่ สถาบันเกษตรกรรมต่างๆ รวมถึงเกษตรกรและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมในภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อสร้างความตระหนักรู้
นอกจากนี้ ได้พัฒนาศักยภาพของข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกษตรกร สถาบันเกษตรที่เกี่ยวข้องในภาคเกษตรกรรมให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่เหมาะสมในการเตรียมความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างรอบด้าน เช่น การให้ความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ภาษาเพื่อนบ้าน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
สำหรับแผนการพัฒนาในส่วนของเครือข่ายเกษตรกร องค์กร และสถาบันที่เกี่ยวข้อง มีการพัฒนาด้านทักษะความชำนาญที่สอดคล้องกับการปรับตัวและการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและการเพิ่มโอกาสในการทำงานของประชาชนต่อยอดไปถึงการพัฒนามาตรฐานการผลิต และการพัฒนามาตรฐานคุณภาพตลอดสายการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
รวมทั้งรักษาสมดุลในการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด เพื่อให้เกิดการยอมรับมาตรฐานในผลิตภัณฑ์ เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พร้อมทั้งส่งเสริมและเพิ่มพูนความรู้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานของประเทศสมาชิกอาเซียน
ขณะเดียวกันได้เตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดการค้าเสรีต่างๆ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และที่สำคัญที่สุดในการเตรียมความพร้อมสำหรับภาคการเกษตร คือ การพัฒนาเกษตรกร ซึ่งเป็นทรัพยากรหลักสำคัญในการดำเนินกิจกรรมภาคการเกษตร โดยเน้นให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องเหมาะสมกับทุนทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและทุนทางปัญญาที่มีอยู่เป็นหลัก
ทั้งนี้ เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคง และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ทั้งด้านการใช้และการจัดการทรัพยากรทางการเกษตร การใช้แรงงานในภาคการเกษตร การเปลี่ยนแปลงทางการตลาดของสินค้าเกษตร เนื่องจากการพัฒนาตามลำดับอย่างเป็นขั้นเป็นตอนตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะทำให้เกษตรกรมีความสามารถในการพึ่งพาตนเอง
“การพัฒนาเกษตรกรตามแนวทางดังกล่าว นอกจากจะเป็นการสร้างให้เกิดความมั่นคงแก่ตัวเกษตรกรในการรองรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดจากมาตรการต่างๆ ในการเข้าร่วมเป็นประชาคมอาเซียนแล้ว ยังสอดคล้องกับการพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรสู่การเป็นเกษตรปราดเปรื่อง หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า Smart Farmer ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่เกษตรกรให้ดีขึ้นอีกด้วย” ฉลอง กล่าว
เชื่อว่าแนวทางเหล่านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดให้กับเกษตรกร เพราะเมื่อเกษตรกรเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ก็จะสามารถรับมือต่อการเปลี่ยน%CUR%แปลงของโลกได้เช่นกัน







