posttoday
ลดแต่ดอกเบี้ยนโยบายดอกเบี้ยธนาคารไม่ลด

ลดแต่ดอกเบี้ยนโยบายดอกเบี้ยธนาคารไม่ลด

07 มิถุนายน 2556

ข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเงินในอาทิตย์ที่ผ่านมา คือ ธปท.ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่าง ธปท.กับธนาคารพาณิชย์ ที่เรียกว่า ดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาร์พี ลง 0.25% ก็จากแรงกดดันของคลังที่อยากจะเห็นดอกเบี้ยถูกจะได้มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การกู้ยืมระยะสั้นก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นก็จะบูมมากขึ้น

ข่าวสำคัญเกี่ยวกับการเงินในอาทิตย์ที่ผ่านมา คือ ธปท.ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงิน ได้ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระหว่าง ธปท.กับธนาคารพาณิชย์ ที่เรียกว่า ดอกเบี้ยนโยบาย หรืออาร์พี ลง 0.25% ก็จากแรงกดดันของคลังที่อยากจะเห็นดอกเบี้ยถูกจะได้มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ การกู้ยืมระยะสั้นก็จะง่ายขึ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นก็จะบูมมากขึ้น

อีกประเด็นที่กระทรวงการคลังโดยรองนายกฯ กิตติรัตน์ กำลังกดดัน ธปท. ก็คือ เรื่องเงินบาทแข็ง จึงอยากให้อ่อนลงเพื่อการส่งออกจะได้ดีขึ้น แต่การนำเข้าก็จะแย่ลง (เรานำเข้าน้ำมันมากเหลือเกิน เสียดุลการค้าก็เพราะการนำเข้าน้ำมัน)

แต่ดอกเบี้ยมีหลายประเภท ดอกเบี้ยนโยบายก็เป็นอัตราดอกเบี้ยที่รัฐใช้ทำการบริหารการเงินกับธนาคารพาณิชย์ที่อยู่ในการดูแลควบคุมของ ธปท. ที่จะรักษาเสถียรภาพการเงินของประเทศให้มั่นคง

ส่วนดอกเบี้ยอีกชนิดที่ทำการค้าขายแลกเปลี่ยนกันอยู่ในตลาด กระทบกับประชาชน พ่อค้าโดยตรง คือ ดอกเบี้ยกู้ยืมมาลงทุนทำการค้า ใช้สอย รวมทั้งดอกเบี้ยเงินฝากที่ประชาชนจะออมผ่านธนาคารพาณิชย์

ดอกเบี้ยประเภทที่ 2 นี้ มิได้เคลื่อนไหวเร็วตามดอกเบี้ยนโยบายเท่าใดนัก จากข้อวิพากษ์ก็คือ ส่วนต่างของดอกเบี้ยนโยบายที่ธนาคารพาณิชย์สามารถกู้ยืมจาก ธปท.ได้ และเอามาปล่อยต่อห่างกันที่เรียกว่ามี Spread สูงถึง 5.56% ธนาคารก็กินส่วนต่าง มิได้นำมาบริการการกู้ให้เป็นสัดส่วนที่สมดุลกัน ควรหรือไม่ที่ ธปท.จะควบคุมดูแลส่วน Spread นี้ด้วย

ทางธนาคารพาณิชย์ก็อธิบายว่า ผู้กู้ฐานะต่างกัน เครดิตดี ดอกเบี้ยก็ต่ำหน่อย เพราะธนาคารเสี่ยงหนี้สูญน้อย ในขณะที่ธุรกิจหรือผู้กู้เครดิตไม่ดี ธุรกิจที่มีส่วนเสียหาย มีความเสี่ยงสูง ดอกเบี้ยก็จะสูงตาม ความจริงก็เป็นเช่นนั้น แต่ในขณะเดียวกันก็มีดอกเบี้ยอีกชนิด คือ ดอกเบี้ยเงินออม หรือเงินฝากภาคประชาชน โดยเฉพาะคนชั้นกลาง ก็ออมผ่านธนาคาร ไม่มีความสามารถจะเอาเงินออมไปทำรายได้เพิ่ม เช่น เอาไปเล่นหุ้น ซื้อทอง เพราะกลัวเงินออมจะหมดไป

ดอกเบี้ยเงินออมนี้ก็มิได้ผันไปตามดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. แต่ขึ้นกับกระแสเงินของโลก ถ้ามีเงินร้อนหรือกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการพิมพ์เงินออกมา ดอกเบี้ยเงินออมก็จะลดน้อยถอยลง แต่ถ้าต้องลงทุนมากๆ และกู้ในประเทศ ดอกเบี้ยเงินฝากก็จะสูงขึ้น

โดยสรุปแล้ว ดอกเบี้ยนโยบายเพิ่ม 0.25% ประชาชนได้ประโยชน์อะไรบ้าง นอกจากนักลงทุนระยะสั้น ที่จะมีส่วนกระตุ้นตลาดหุ้นด้วยจิตวิทยาดอกเบี้ย เพราะตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวด้วยข่าวสารทางจิตวิทยามากกว่าพื้นฐานของหุ้นที่แท้จริง ช่วยกระตุ้นต่อมปั่นหุ้นได้อีก

อีกกลุ่ม คือ ธนาคารพาณิชย์ที่จะมีส่วนต่างกู้จาก ธปท.มาปล่อยมากขึ้น ดังนั้นธนาคารจะมีกำไรมากขึ้นอีกแน่ๆ ส่วนประชาชนทั่วไปที่ต้องฝากเงินเพื่อออม และนักธุรกิจที่ต้องกู้มาทำธุรกิจระยะกลาง แทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก

ดอกเบี้ยนโยบายนี้หลายคนจึงอยากจะเรียกว่า ดอกเบี้ยการเมือง มากกว่า นโยบาย เพราะแรงกดดันของการเมืองมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะที่รัฐบาลเป็นนักธุรกิจการเมืองกันเป็นส่วนใหญ่ ผลประโยชน์ของชาติดูเหมือนว่าจะขึ้นอยู่กับธุรกิจการเมืองที่เรียกว่า วัดคลัง สมภารคลัง กระมัง

ขอให้คิดถึงเศรษฐกิจการเงินระยะยาวด้วย ผลกระทบจะเป็นอย่างไร เสถียรภาพความมั่นคงด้านเศรษฐกิจการเงินที่ได้เคยมีคำว่า เศรษฐกิจพอเพียง เติบโตอย่างยั่งยืน ดูจะไปคนละทางกับการบริหารประเทศ ระวังอย่าให้พังลงมาเหมือนวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตปี 2551 ของอเมริกาก็แล้วกัน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ