
ทางตัน แผนพีดีพีนิวเคลียร์-ถ่านหิน ส่อเป็นหมัน
...ชนิกา สุขสมจิตร
การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ พ.ศ. 25532573 หรือพีดีพี 2010 จนถึงปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปในรายละเอียดได้ชัดเจน แม้จะทบทวนและเปิดประชาพิจารณ์ถึง 3 ครั้งแล้ว
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศที่แปรเปลี่ยน ส่งผลให้ต้องจัดทำตัวเลขพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้ากันใหม่ โดยขยายแผนพีดีพีจากเดิมที่กำหนดไว้ 15 ปี (25502564) เป็น 20 ปี เริ่มปี 25532573
รายละเอียดหลักๆ ของแผนประกอบด้วย
1.จัดหาไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 5% หรือมีกำลังผลิตไฟฟ้ารวม 4,617 เมกะวัตต์
2.โรงไฟฟ้า Cogeneration 7,137 เมกะวัตต์
3.โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 16,670 เมกะวัตต์
4.โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (ปรับปรุงเขื่อนบางลาง และโครงการสูบกลับเขื่อนลำตะคอง) 512 เมกะวัตต์
5.ซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ 11,669 เมกะวัตต์
6.โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5,000 เมกะวัตต์
7.โรงไฟฟ้าถ่านหิน 8,400 เมกะวัตต์
ประเด็นที่น่าห่วงก็คือ สัดส่วนโรงไฟฟ้าใหม่ ต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 5 แห่ง กำลังผลิตรวม 5,000 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าถ่านหิน 11 แห่ง กำลังผลิตรวม 8,400 เมกะวัตต์ มีเป้าหมายหลักเพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อหลักจาก 70% เหลือ 38%
นิวเคลียร์และถ่านหินถือเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกที่จะเข้ามาทดแทนได้เร็วที่สุด แม้จะไม่ใช่ดีที่สุดก็ตาม ทันทีที่แผนพีดีพีถูกเผยแพร่ออกมา ด้านกลุ่มองค์กรเอกชน (เอ็นจีโอ) ก็แสดงความเห็นคัดค้านกับแนวคิดดังกล่าว โดยมีบทเรียนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินแม่เมาะ จ.ลำปาง ยังเป็นความผิดพลาดที่ไม่สามารถลบออกไปได้
อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ หรือ กพช. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวันที่ 12 มี.ค. ได้มีการพิจารณาแผนพีดีพี 2010 พร้อมกับตั้งข้อสังเกตกรณีการตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่ โดยขอให้กระทรวงพลังงานกลับไปเปรียบเทียบผลกระทบของอัตราค่าไฟฟ้าในกรณีทางเลือกเชื้อเพลิงอื่นๆ รวมทั้งกรณีที่ไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ตามแผน จะมีเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นใดมาทดแทนได้บ้าง
ความเป็นไปได้ที่ไทยจะมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรก ณ นาทีนี้ ยังค่อนข้างยาก เนื่องจากเหตุและผลเพียงเพื่อลดสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ สร้างความมั่นคงด้านพลังงาน คงไม่เพียงพอ เพราะขณะนี้ประเด็นสิ่งแวดล้อมกลายเป็นตัวแปรสำคัญสำหรับการลงทุน
ยิ่งเมื่อกล่าวถึงคำว่า
“นิวเคลียร์” ในความรู้สึกของประชาชนทั่วไป ยังแฝงไปด้วยความน่ากลัว รุนแรง แม้กระทรวงพลังงานจะเหลือเวลาภายในปีนี้ เพื่อสรุปพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกให้ได้ ก่อนที่จะก้าวไปสู่ขบวนการในการจัดตั้ง แต่จนถึงปัจจุบันการเข้าถึงพื้นที่เป้าหมายที่เป็นตัวเลือกก็ยังเกิดการต่อต้านจากชาวบ้านหากรัฐบาลมีความตั้งใจจริงที่จะผลักดันให้เกิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ควรยกระดับความจำเป็นให้เป็นนโยบายระดับชาติ นำเรื่องเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะถ้ารัฐบาลนิ่งเฉย เท่ากับว่าไม่สนับสนุนในขณะที่โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ยังเจออุปสรรคเช่นเดียวกันจากปัญหาชุมชน เพราะยังไม่สรุปพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า ซึ่งแผนพีดีพีกำหนดจำนวนโรงไฟฟ้าใหม่ไว้ถึง 11 แห่ง โดยแห่งแรกต้องเกิดขึ้นในปี 2562
ทางออก หรือแผนสำรอง หากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินไม่สามารถเดินไปตามพีดีพีที่กำหนดไว้ได้นั้น คงเหลือเพียงสองแนวทาง
แนวทางแรก คือ นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ แอลเอ็นจี จากต่างประเทศ ซึ่งมี ปตท.รับหน้าที่ในการจัดหา ตามแผนกำหนดให้นำเข้าล็อตแรก 1 ล้านตัน/ปี แต่ข้อเสียของแอลเอ็นจี คือ ผันผวนตามราคาตลาดโลกและจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า
แม้สถานการณ์ล่าสุดราคาแอลเอ็นจีจะอยู่ในขาลง แต่ถ้าเมื่อใดที่เศรษฐกิจโลกมีการขยายตัวไทยอาจต้องเจอกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น อีกทั้งการเพิ่มสัดส่วนนำเข้าแอลเอ็นอีระยะยาว ต้องวางแผนบริหารจัดการไว้ล่วงหน้าอย่างน้อย 5 ปี
แนวทางที่ 2 ซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 25% ของกำลังการผลิตไฟฟ้า เมื่อพิจารณาจากการรับซื้อจากสองประเทศ หรือเท่ากับ 11,669 เมกะวัตต์ จากปี 2553 มีสัดส่วนการซื้อไฟฟ้า 8% ส่วนใหญ่เป็นโครงการซื้อไฟฟ้าจากลาวและพม่า ที่เป็นพลังน้ำ
แต่ในแง่ความมั่นคงด้านพลังงานหากจะเพิ่มสัดส่วนการซื้อไฟฟ้ามากกว่านี้ ย่อมเกิดความเสี่ยง หากเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินระบบไฟขัดข้องจากฝั่งลาวการผลิตไฟฟ้าส่วนหนึ่งจะเกิดปัญหาทันที แม้จะมีการจัดทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรในการซื้อขายไฟฟ้าก็ตาม
สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงในการเลือกเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าก็คือ อัตราค่าไฟฟ้าที่เรียกเก็บจากประชาชน โดยเป้าหมายของแผนพีดีพี จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าด้วย ซึ่งการเลือกนิวเคลียร์และถ่านหินก็หวังที่จะลดต้นทุนค่าไฟให้ต่ำลง
ตัวเลขต้นทุนเชื้อเพลิงระบุไว้ว่า หากเป็นนิวเคลียร์มีต้นทุนอยู่ที่ 2.45 บาท/หน่วย ถ่านหิน 2.69 บาท/หน่วย ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติอยู่ที่ 2.93 บาท/หน่วย เปรียบเทียบกันแล้วโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้นทุนต่ำสุด แต่เหตุผลนี้ยังไม่สามารถหักล้างกับความเป็นห่วงในเรื่องสิ่งแวดล้อมของเอ็นจีโอได้
อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีทางเลือกมากนักกับการจัดหาเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่ภาครัฐก็ควรจะตอบโจทย์ให้ได้ว่า ประเทศไทยมีความจำเป็นต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และถ่านหินเพิ่มแค่ไหนบนพื้นฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันควรจะเพิ่มความตั้งใจในการหารือกับกับบรรดากลุ่มเอ็นจีโอที่ยังแสดงความเป็นห่วงกับนโยบายการสร้างโรงไฟฟ้าแห่งใหม่แทบทุกชนิด ไม่เว้นแต่โรงไฟฟ้าพลังงานลมซึ่งจัดเป็นพลังงานทดแทนอย่างหนึ่งก็ยังถูกต่อต้านจากคนในพื้นที่
เพราะหากโรงไฟฟ้าทั้งสองชนิดไม่เกิดจริง ก็ต้องรีบวางแผนรองรับหามาตรการเสริมในการผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต อย่าดึงเรื่อง อย่าละเลย โดยเฉพาะผู้ที่กำกับนโยบาย ถ้าไม่อยากให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ หรือ Black Out







