
ระบบจัดสรรผลประโยชน์ของคนคิดใหม่
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
โดย...ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน)
กลุ่ม Baby Boomers ทำงานและเก็บเงินเพื่อลูกหลาน ตัวเองใช้ให้ประหยัดที่สุด ส่งไม้ต่อมาที่ Gen X ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวและเจอวิกฤตเศรษฐกิจตลอดชีวิตของการทำงาน ทำให้ Gen X มีการเปลี่ยนแปลงในชีวิตที่มาก เปลี่ยนงานบ่อย
ข้อดีคือ Gen X มักมีประสบการณ์หลากหลาย จึงไม่แปลกที่ผู้นำองค์กรในปัจจุบันมักจะเคยทำงานหลายบริษัท หรือกระทั่งทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม คนเหล่านี้เนื่องจากต้องดูแลตัวเองแทนที่จะทำงานจนเกษียณ ทำให้คนเหล่านี้มีลูกน้อยและมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างประหยัด
กลุ่ม Gen X ในอเมริกา อาจจะมีข้อแตกต่างบ้างกับ Gen X ในเอเชีย เพราะในอเมริกามีระบบการเงินที่ “เปิดกว้าง” มากกว่า อย่าง Concept ของการ “ยิ่งให้ ยิ่งได้” ในโลกการเงิน ก็คือการสร้างบริษัทที่สร้างผลกำไรดี มีความใส่ใจสังคม และมีการระดมทุนในตลาดเพื่อให้บริษัทเป็น มหาชน เพื่อแบ่งกำไรให้กับคนอื่นๆ ในตลาด
สิ่งที่ผมเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงคือ บริษัทต่างๆ มีมุมมอง เข้าใจผู้ถือหุ้นมากขึ้น ดูง่ายๆ จากการที่หลายๆ บริษัทเริ่มให้ความสำคัญกับการ “จ่ายเงินปันผล” ให้มากที่สุดเท่าที่จะไม่กระทบต่อผลการดำเนินงาน หรือการใช้เครื่องมือทางการเงินอย่าง ตราสารหนี้ และการกู้ต่างๆ ให้มากที่สุด
ในมุมของงบการเงิน การกู้ให้มากที่สุดหรือการมีหนี้เงินกู้สูง อาจถูกมองว่าเสี่ยง แต่สุดท้ายถ้าสามารถกู้ได้สูงสุด แต่ไม่เกินตัว ก็จะยิ่งทำให้ “ผลตอบแทนการลงทุน” ดีขึ้นโดยที่ไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นเลย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจเลยว่าอีกหน่อยเราจะเห็นบริษัทที่ทั้งเติบโตและให้เงินปันผลที่สูงในเวลาเดียวกัน
นวัตกรรมทางการเงินอย่างการเอาบริษัทเข้าระดมทุนในตลาด หรือการกู้เงินโดยตรงจากนักลงทุน มันทำให้กิจการพึ่งพิงธนาคารน้อยลง และถ้ามองให้ลึกจะเห็นได้ว่าทุกวิกฤตเศรษฐกิจจะมีกลุ่มธนาคารเป็นตัวนำไปสู่นรกในทุกครั้ง เพราะในแต่ละครั้งของฟองสบู่ จะเห็นการปั่นราคาสินทรัพย์ เช่น ที่ดินและอสังหาฯ อย่างมหาศาล ทำให้สุดท้ายธนาคารต้องมีส่วนร่วมในทุกครั้งของวิกฤตนั่นเอง
ทุกวันนี้องค์กรธุรกิจใหญ่ที่อยู่ในตลาดและมีความน่าเชื่อถือ อย่าง บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือ บริษัท ปตท. (PTT) สามารถกู้เงินได้โดยตรงจากนักลงทุนโดยไม่ต้องกู้จากธนาคาร โดยการออกหุ้นกู้ หรือตราสารหนี้ (Bond) ต่างๆ ซึ่งทำให้ป้องกันความเสี่ยงของวิกฤตการเงินต่างๆ ได้
มาในส่วนของ Gen Y หรือ Millennials เนื่องจากเห็นตัวอย่างการทำงานหนักแบบไร้ความสุขของรุ่น Baby Boomers มาจนทำงานบนความไม่แน่นอนและการลดบทบาทขององค์กรต่างๆ ในการดูแลพนักงานหลังเกษียณ ทำให้ Gen Y ยิ่งไม่ยึดติดกับใครมากกว่า Gen X
คำถามมันกลับมาที่ จะทำอย่างไรในยุคที่ไม่มีอะไรแน่นอนเลย บริษัทก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะอยู่รอดหรือไม่ เพราะเราจะเห็นได้ว่าในยุคนี้บริษัทใหญ่ๆ อย่าง จีเอ็ม โกดัก โนเกีย แบล็คเบอร์รี่ ต่างโชว์ให้เห็นแล้วว่า “จากรุ่งเป็นร่วง” ในยุคนี้ใช้เวลาไม่นานเลย พูดง่ายๆ ว่า ไม่ใช่แค่ตัวเราเองที่ไม่แน่นอน แต่บริษัทเองกลับยิ่งไม่แน่นอนกว่า ทำให้มนุษย์ Gen Y จำนวนมากตั้งธงกันเลยว่า อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองแทนการเป็นลูกจ้าง
ไม่ง่าย!! การสร้างธุรกิจจากศูนย์ในยุคที่โลกเราแทบจะมีเครื่องอำนวยความสะดวกทุกอย่างแล้ว ถือว่ายากมาก เพราะมันต้องเริ่มที่การแข่งขัน ตั้งแต่วันแรกที่เปิด แถมยังเริ่มด้วยข้อด้อยหลายอย่างที่ธุรกิจเล็กๆ ไม่มี อย่างการประหยัดต่อขนาดหรือการประหยัดจากขนาด ที่องค์กรใหญ่ๆ เขาเหนือกว่า อย่างวันนี้หลายๆ คนมองว่า “สื่อ” เปลี่ยนไปแล้ว คนตัวเล็กๆ ก็สู้กับช่อง 3 หรือช่อง 7 ได้ เพียงแค่มีกล้องวิดีโอและมีเนื้อหาที่ดี ก็อาจต่อกรกับ|ยักษ์ใหญ่ได้
“ตลกจริงๆ” ใช่โอกาสมันเปิดก็จริง แต่การแข่งขันมันไม่ได้เท่าเทียม ยกตัวอย่างง่ายๆ ช่อง 3 มีรายได้นับแสนล้านบาท ที่บริษัทต่างๆ เอามากองให้ล่วงหน้าทุกปี ก่อนจะมีการผลิตเนื้อหา ละคร โฆษณา เรียกได้ว่า เขามีเงินการันตีมากองล่วงหน้า พอเงินหนา เขาก็สร้างดาราหรือจ้างใครก็ได้ ทำละครดีแค่ไหนก็ได้ ทำข่าวได้แจ๋วแค่ไหนก็ได้ เทียบกับคนคนหนึ่งกับยูทูบ ถ้าคุณจะเริ่มช่องอินเทอร์เน็ตสักช่อง ก็คงต้องควักเนื้อยอมลงทุนจากคุณเอง ยอมทำรายการที่ไม่มีโฆษณา คือ ทั้งหมดมันทำได้ แต่มันมีต้นทุนมหาศาลในมุมมองของรายบุคคลและของธุรกิจที่เริ่มต้นใหม่
พูดมาตั้งนาน ผมเชื่อว่าหลายๆ คนอยากเห็น “ทางออก” จริงๆ ทางออกของการหาโอกาสมันก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในยุคหรือสมัยใด นั่นก็คือ การหา “ช่องว่างของโอกาส” การหาช่องว่างก็เช่น การเสนอทางเลือกที่แปลกใหม่ แตกต่าง ซึ่งต้องมาจากคนที่หัวก้าวหน้าและเป็นคนกล้าจริงๆ มิเช่นนั้นแล้วโอกาสในการหาจุดยืนมันแทบไม่มี นอกเสียจากว่าคุณรู้จักการลงทุน ใช่!! อีกทางเลือกของคนรุ่นใหม่ที่อยากมีอิสรภาพทางการเงิน ไม่ใช่การสร้างเงินก้อนให้มากๆ เยอะๆ เพราะมันยาก แต่ต้องเปลี่ยนมาเน้น มาสร้าง “เครื่องผลิตเงิน” การลงทุนที่สร้างกระแสเงินสดต่างหากที่เป็นหัวใจสำคัญ







