
เอสซีจีแนะอัดงบวิจัยพัฒนา
กระทุ้งการเมืองชูประชานิยมนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขันยุคเปิดเสรี
กระทุ้งการเมืองชูประชานิยมนวัตกรรมเพิ่มขีดแข่งขันยุคเปิดเสรี
บอสเอสซีจีแนะอัดงบสร้างภาพลักษณ์อาร์แอนด์ดีสู้ศึกอาเซียน หวังการเมืองแข่งประชานิยมนวัตกรรม
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน ทั้งภาครัฐและเอกชนไทยควรเร่งดำเนินการด้านการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) อย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาเป็นจุดอ่อนใหญ่สุดพอๆ กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน หากไทยต้องการเติบโตอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่งจะละเลยเรื่องนี้ไม่ได้ สังเกตว่าไม่มีประเทศพัฒนาแล้วประเทศใดที่อาร์แอนด์ดีไม่แข็งแรง
สำหรับแนวทางการสร้างภาพลักษณ์แบ่งเป็น 3 ระดับ 1.ระดับประเทศ จะต้องมีภาพลักษณ์นวัตกรรมจากการส่งเสริมงบประมาณด้านอาร์แอนด์ดีโดยภาครัฐส่งเสริมให้มีนักวิจัยเพิ่มขึ้น และต้องมีภาพลักษณ์แห่งความเอื้ออาทร ประชาชนต้องพร้อมให้ความช่วยเหลือคนต่างชาติ
2.ระดับองค์กร ทั้งรัฐและเอกชนต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นองค์กรนวัตกรรมให้ได้ ผ่านการบริหารทั้งแบบแนวแข็ง (ฮาร์ดไซด์) และแบบแนวอ่อน (ซอฟต์ไซด์) 3.ระดับสินค้าและบริการ ต้องมีนวัตกรรม กลายเป็นสินค้าเพิ่มมูลค่าสูง (เอชวีเอ) เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค อินโดนีเซียมีนักวิจัย 70 คนในหมื่นคน ขณะที่ไทยมีนักวิจัยเพียง 5 คนในหมื่นคน หรือราว 500 คนในล้านคนเท่านั้น นอกจากนี้งบประมาณด้านอาร์แอนด์ดีของไทยอยู่ที่เพียง 0.2% ของจีดีพี และใช้อยู่ในอัตราดังกล่าวมานานแล้ว ไม่มีการใช้งบลงทุนเพิ่มเติม อีกทั้งมีนักวิจัยที่ทำงานกับภาคเอกชนเพียง 20% เท่านั้น
“พรรคการเมืองควรหันมาแข่งกันทำประชานิยมด้านอาร์แอนด์ดี เพราะเป็นประชานิยมที่มีประสิทธิภาพที่สุด และสร้างความมั่นคงให้แก่ชาติได้” นายกานต์ กล่าว
ปัจจุบันรัฐบาลตั้งเป้าหมายจะเพิ่มการลงทุนด้านอาร์แอนด์ดี โดยเพิ่มสัดส่วนงบประมาณด้านนี้เป็น 2% ของจีดีพี ในปี 2564 มีนักวิจัยเพิ่มเป็น 25 คนในหมื่นคน และ 60% ของจำนวนดังกล่าวทำงานในภาคเอกชน
สำหรับเอสซีจีให้ความสำคัญกับอาร์แอนด์ดีอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2547 ใช้งบประมาณด้านนี้ 40 ล้านบาท แต่ในปี 2555 ใช้งบด้านนี้ 1,430 ล้านบาท







