
เขย่าสัดส่วนหุ้นกรุงไทยสร้างความมั่นใจ-ล้างภาพข้าราชการ
...ทีมข่าวการเงิน
ในภาวะที่บ้านเมืองโดนมรสุมจากการเมืองภายใน ภายนอก เศรษฐกิจที่คาดว่าจะฟื้นคืนชีพได้ในปีนี้ก็เริ่มฝันค้าง เมื่อตัวช่วยเศรษฐกิจมีไม่มาก หน่วยงานของรัฐต้องรีบออกมาขับเคลื่อน พยุงความมั่นใจกลับคืน
ทว่า สถานการณ์เช่นนี้เอง สถาบันการเงินของรัฐ อย่างธนาคารกรุงไทย ก็ยังหลบตัวหายเข้ากลีบเมฆ ไร้มาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่นั่งตาปริบ ๆ ถอดใจกับสถานการณ์บ้านเมือง
ภาวะเช่นนี้เองที่ทำให้
“สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์” ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย รู้สึกว่ามีความจำเป็นที่สถาบันการเงินรัฐแห่งนี้ต้องสังคายนาเสียใหม่ ลดสัดส่วนผู้ถือหุ้นที่รัฐถืออยู่ในส่วนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 55.31% ให้เหลือ 49% เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายออกมาช่วยเหลือรัฐบาลทำได้ง่ายสถิตย์ บอกว่า จะมีการเสนอความเห็นนี้ต่อกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในไม่ช้า และเชื่อว่ากรณ์จะเข้าใจเหตุผลที่ว่านี้ เนื่องจากเคยอยู่ในหน่วยงานเอกชนมาก่อน สามารถเห็นภาพได้ทะลุปรุโปร่ง
“
มีความจำเป็นที่ธนาคารของรัฐต้องเป็นตัวกลางในการเข้าช่วยเหลือตลาด แต่ติดที่สัดส่วนหุ้นของรัฐที่ถืออยู่ในกรุงไทยขณะนี้ มากเกินจนทำให้การทำงานไม่ออกมาในรูปแบบเอกชน ผู้บริหารธนาคารก็กลัวว่า หากทำอะไรไป อนุมัติอะไรไป หากผิดพลาดก็เสี่ยงเข้าคุกเข้าตะราง จึงมีความจำเป็นที่เราต้องลดสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารลง” สถิตย์ กล่าวอาจสะท้อนได้ว่า ยามนี้แขนขาของรัฐง้อยเปลี้ยเสียจนกระดิกทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องแก้ที่สัดส่วนหุ้นให้เป็นไปตามกฎหมาย คือ ยังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ แต่ก็สามารถทำงานแบบเอกชนได้ เหมือนการบินไทย
ปัจจุบันสัดส่วนผู้ถือหุ้นใหญ่ในกรุงไทย ยังเป็นกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 55.31% รองลงมาเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยกระจายกันออกไป ได้แก่ ไทยเอ็นวีดีอาร์ 3.62% STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY 3.01%
MELLON BANK 2.7% ORTRUST NOMINEES 2.39%
กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บลจ.เอ็มเอฟซี 2.19%
กองทุนรวม วายุภักษ์ หนึ่ง โดย บลจ.กรุงไทย 2.19%
HSBC (SINGAPORE) NOMINEES 1.47%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR AUSTRALIA 1.17%
STATE STREET BANK AND TRUST COMPANY FOR LONDON 1.16%
ธนาคาร ออมสิน 0.79% THE BANK OF NEW YORK (NOMINEES) 0.72%
KIM ENG SECURITIES 0.67%
YARWOOD ENGINEERING & TRADING 0.63%
และสำนักงานประกันสังคม 0.54%
เมื่อพลังของรัฐยังมีอยู่จำนวนมาก ขณะที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยถืออย่างกะปริดกะปรอย หากรัฐมีนโยบายลดสัดส่วนหุ้นอีกเล็กน้อย ก็ไม่น่ามีผลต่อการดำเนินนโยบาย ในการใช้กรุงไทยเป็นแขนขา
“
เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำให้ธนาคารแห่งนี้แข่งขันสู้อยู่ในตลาดได้ เพราะหากวันหนึ่งธนาคารพาณิชย์รวมตัวฮั้วกัน บิดเบือนตลาด ถึงคราวนั้นเราจะมีปัญหาทันที ซึ่งการขายหุ้นออกบางส่วน ก็ยังเป็นธนาคารรัฐ แต่ทำเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหาร และเป็นภูมิคุ้มกันธนาคารในอนาคต” ประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวก่อนหน้านี้ รมว.คลัง ได้ย้ำหลายครั้งให้กรุงไทยหาจุดยืนของตัวเองให้ชัดเจนว่าต้องการเป็นอะไร เพื่อให้การดำเนินงานมีทิศทางชัดเจน
“
ธนาคารกรุงไทย ก็ยังไม่ชัดว่า ระหว่างธนาคารพาณิชย์ กับการทำธุรกิจที่สนองนโยบายรัฐบาลนั้นมีเส้นแบ่งอย่างไร พึ่งพาเงินของรัฐแต่ไม่ได้เป็นผู้นำในตลาดการเงินยามที่ประเทศกำลังต้องการ จึงต้องกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจน” รมว.คลัง ระบุกรณ์ เคยย้ำหลายครั้งว่า บทบาทรัฐบาลในการดูแลรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันกับเอกชน จะแตกต่างจากรัฐวิสาหกิจที่เน้นดูแลสาธารณะ เพราะรัฐเปิดอิสระให้ทำงานเชิงพาณิชย์อย่างเต็มที่ จึงต้องกำหนดทิศทางให้ชัด และต้องลดการพึ่งพาภาครัฐลงมา
คำกล่าวซ้ำๆ นี้ ก็น่าเป็นตัวบ่งชี้ได้ว่า หากประธานกรรมการ ธนาคารกรุงไทย ชงเรื่องต่อ รมว.คลัง เรื่องลดสัดส่วนหุ้นได้จริง ก็ไม่น่ามีปัญหา ทางการควรไฟเขียว
สำหรับผลประกอบการของกรุงไทย ไตรมาสแรกธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อสุทธิแล้ว 7 หมื่นล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน ซึ่งเท่ากับเป้าหมายทั้งปีของธนาคารทำให้ธนาคารอาจมีการปรับเป้าหมายสินเชื่อช่วงกลางปี คาดว่าเพิ่มเป็นตัวเลขสองหลัก หรือมากกว่า 10%
สำหรับสินเชื่อที่ปล่อยไปในช่วงต้นปีนี้เป็นโครงการภายใต้งบไทยเข้มแข็ง สินเชื่อภาครัฐ และสินเชื่อธุรกิจเอกชนที่ดำเนินธุรกิจได้ดีต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยอมรับว่ายังมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัญหาการเมืองที่จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคาร และการขยายตัวเศรษฐกิจได้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปมาก
“
การปล่อยสินเชื่อในไตรมาส 1/2553 ดีต่อเนื่องจากไตรมาส 4/2552 เพราะภาวะเศรษฐกิจที่ดีต่อเนื่อง และยังไม่ได้รับผลกระทบทางการเมือง แต่ไตรมาส 2/2553 ยังต้องรอดูสถานการณ์ว่าเป็นอย่างไร” อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกรุงไทย กล่าวอภิศักดิ์ ประเมินว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในระยะสั้นยังไม่กระทบการดำเนินธุรกิจของธนาคาร และยังไม่พบว่าลูกค้าชะลอการขอสินเชื่อ แต่หากการชุมนุมยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของธนาคารแน่นอน เพราะจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
แต่ที่แน่ๆ ก่อนเศรษฐกิจจะล้มครืน ธนาคารรัฐก็ควรยื่นมือเข้าช่วยเหลือลูกหนี้ก่อนที่จะกระเทือนกันมากกว่านี้







