
ทันสถานการณ์
จ่อฟันไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ออกจากผังช่อง 3 เวิร์คพอยท์ TGT3 ผิดม.37 ซ้ำซาก เครือข้ายครอบครัวจี้ปลดราย
จ่อฟันไทยแลนด์ก็อตทาเลนต์ ออกจากผังช่อง 3 เวิร์คพอยท์ TGT3 ผิดม.37 ซ้ำซาก เครือข้ายครอบครัวจี้ปลดราย
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวและเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็กและผู้ปกครอง เข้ายื่นหนังสือต่อ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ด้านคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เรียกร้องให้ กสท.ดำเนินการกับช่อง 3 กรณีออกอากาศรายการไทยแลนด์ ก็อตทาเลนต์ ซีซัน 3 เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่มีการแสดงของนายสิทธัตถะ เอมเมอรัล ลักษณะคล้ายออทิสติก ร้องเพลงผิดเพี้ยน และขอให้ถอดรายการออกจากผังรายการช่อง 3 เพื่อสร้างมาตรฐานการผลิตรายการ หลังเคยผิดกรณีเปลือยอกวาดรูป รวมทั้งควรมีการปรับเปลี่ยนผู้ดำเนินรายการใหม่
น.ส.สุภิญญา เปิดเผยว่า จะนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุม กสท. วันที่ 10 มิ.ย. เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายมาตรา 37 พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 หรือไม่ เนื่องจากมีเนื้อหาที่มีผลกระทบต่อการให้เกิดความเสื่อมทรามทางจิตใจหรือสุขภาพของประชาชน และพิจารณาความเหมาะสมของช่วงเวลาการออกอากาศด้วยเนื่องจากวันเสาร์ และอาทิตย์ เป็นช่วงเวลาที่เด็กและครอบครัวสามารถดูได้อย่างเหมาะสม
“รายการไทยเลนด์ก๊อต ทาเลนท์ กระทำผิดม.37 เมื่อซีซั่น 2 กรณี ซึ่งมีบทเรียนมาแล้ว จากการถูกปรับ 5 แสนบาท และตักเตือน ดังนั้น ครั้งนี้ โทษควรต้องหนักกว่าเดิม แต่อาจใช้ระยะเวลาในการพิจารณาค่อนข้างนาน เพราะต้องเชิญ กรรมการสิทธิมนุษยชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมสุขภาพจิต หรือแม้กระทั่งแพทย์เข้ามาให้ข้อมูลก่อน" น.ส.สุภิญญา กล่าว
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานกสทช.เชิญช่อง 3 บริษัทเวิร์คพ้อยท์ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวและเฝ้าระวังและสร้างสรรค์สื่อ เครือข่ายสื่อเพื่อเด็ก รวมถึงผู้ดำเนินรายการ เข้ามาหารือเบื้องต้นเพื่อทำการเยียวยาภาคสังคม เนื่องจากจริยธรรม ความรับผิดชอบสังคม กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจ แต่เป็นการให้วิชาชีพสื่อกำกับดูแลกันเอง
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ กสท. ได้สัางตรวจสอบบริษัท อาร์เอส กรณีเผยแพร่รายการ ปากโป้ง ที่สัมภาษณ์เ็กถูกข่มขืนอย่างไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นกรณีลักษณะเดียวกันกับรายการไทยแลนด์ ก็อตฯ จึงต้องการให้ผู้ผลิตรายกาและเจ้าของช่องตระหนักเรื่องเนื้อหาของรายการให้มากกว่านี้
ผ่อนเกณฑ์ตรวจรถหรูเกรย์มาร์เก็ต
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (กมอ.) กล่าวถึงที่ประชุมพิจารณาและอนุมัติหลักเกณฑ์การตรวจสอบมาตรฐานรถนำเข้าโดยผู้นำเข้าอิสระ ได้ผ่อนปรนให้โดยให้มีผลทันทีนั้น ได้ข้อสรุป ไดผอนปรน รถหรูที่นำเข้าก่อนวันที่ 1 ก.ค. 2556 ผู้นำเข้าสามารถรวมเอกสารการนำเข้าทั้งหมด ใบกำกับสินค้า(อินวอย) หลายใบรวมเป็นหลักฐานการขออนุญาตในคำขอเดียวกันได้ และอนุญาตให้ใช้หลักฐานและหลักฐานการรับรองแบบ (Certificate of Conformity : ซีโอซี) เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบก่อนอนุญาต แทนการทดสอบ 4 ลักษณะ (Type) ที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำหนด ได้แก่ 1.ปริมาณสารมวลพิษไอเสีย 2.ปริมาณคาร์บอนมอนนอกไซด์3.ปริมาณสารมลพิษจากห้องข้อเหวี่ยงและ 4.ปริมาณสารมลพิษไอระเหย โดยซีโอซีทุกรายการต้องออกโดยห้องปฏิบัติการที่ สมอ. ยอมรับ โดยกรณีที่หลักฐานซีโอซีครบถ้วน สมอ.จะสุ่มตัวอย่างเป็นตัวแทนแบบ/รุ่นนำส่งห้องปฏิบัติการทดสอบเพื่อดำเนินการทดสอบในแต่ละ Type ตามประเภทของรถ คือ รถยนต์เบนซิน ตรวจ Type 2และ3 ส่วนType 1และ4 ใช้เอกสารซีโอซี ราคาตรวจคันละ 49,755 บท รถดีเซลเล็กใช้เอกสารซีโอซีสำหรับ Type1 โดยไม่ต้องตรวจ Type24 ราคาตรวจ คันละ 19,795 บาท กรณีรถจักรยานยนต์ทดสอบ Type2 และใช้เอกสารซีโอซีสำหรับ Type1และ4 ราคาตรวจคันละ 31,356 บาท อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีไม่มีหลักฐานซีโอซี หรือมี แต่รายการทดสอบไม่ครบถ้วน สมอ.จะนำส่งห้องปฏิบัติการทดสอบ จากนั้นสมอ.จะออกใบอนุญาตระบุรายละเอียดรถทุกคัน เพื่อเป็นเอกสารให้เจ้าของรถหรือผู้ขายใช้เป็นหลักฐานสำหรับการจดทะเบียนกับกรมขนส่งทางบก นายวิฑูรย์ กล่าวว่า หลังจากที่ กมอ. ผ่อนปรนเกณฑ์การตรวจสำหรับรถที่นำเข้ามาก่อนวันที่ 1 ก.ค. 2556 ครั้งนี้ ผู้ประกอบการไม่น่าจะมีปัญหาไม่นำรถเข้าตรวจอีกแล้ว และเชื่อว่าศักยภาพการตรวจของสถาบันยานยนต์จะสามารถรองรับการตรวจรถนำเข้าที่ค้างอยู่ในระบบที่ยังไม่ได้มีการเข้าตรวจ ประมาณ 2,300 คันได้ เนื่องจากจะเป็นลักษณะการสุ่มตรวจ 1 คันสำหรับรถ 1 รุ่น และสามารถใช้ใบรับรองมาตรการนั้นได้กับรถคันอื่นในรุ่นเดียวกัน ของผู้นำเข้ารายเดียวกัน รถที่นำเข้าตั้งแต่ 1 ก.ค. 2556 จะไม่ผ่อนปรน และต้องมาตรวจสอบมาตรฐานทั้ง 4 ลักษณะซึ่งจะทำให้ราคาตรวจต่อคันสูงขึ้น โดยรถเครื่องยนต์เบนซินค่าตรวจคันละ 96,300 บาท รถดีเซลเล็กคันละ 46,588 บาท และจักรยานยนต์ความจุน้อยกว่า 150 ซีซีคันละ 74,365 บาท และความจุมากกว่า 150 ซีซี คันละ 78,645
รับเจ๊เกียวร่วมแจมเมล์เอ็นจีวี
พล.อ.พฤณท์ สุวรรณทัต รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังพบกับตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตตัวถังรถยนต์โดยสารของไทย ที่มีนางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว กรรมการผู้จัดการ บริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม เป็นแกนนำว่า กลุ่มดังกล่าวได้เสนอแนวทางการจัดทำทีโออาร์ในโครงการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวี จำนวน 3,183 คัน วงเงิน13,162 ล้านบาท ของกระทรวงคมนาคม โดยเรียกร้องให้มีการระบุในร่างทีโออาร์ กำหนดให้รถเมล์ที่จะจัดซื้อต้องมีการผลิตตัวถังภายในประเทศ เพื่อเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมผลิตตัวถังรถยนต์และอุตสาหกรรมต่อเนื่องของไทย และเสนอไม่ให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนตัวถังรถยนต์โดยสารจากต่างประเทศมาประกอบในไทย เพราะพบว่าเป็นการจงใจเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูปจากต่างประเทศในอัตรา 40% และขอให้มีการขยายระยะเวลาส่งมอบรถจากเดิม 18 เดือน เป็น 24 เดือน นับจากวันลงนามในสัญญา เพื่อสามารถผลิตรถที่ได้มาตรฐาน
“ข้อเสนอใช้ตัวถังผลิตในประเทศสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการสนับสนุนอุตสาหกรรมของคนไทย ผมจะนำข้อเสนอนี้ส่งให้คณะกรรมการจัดทำทีโออาร์พิจารณา” พล.อ.พฤณท์ กล่าว
หน้า นำไปพิจารณาประกอบด้วย แต่จะกำหนดว่าต้องมีสัดส่วนตัวถังที่ประกอบในไทยในสัดส่วนเท่าไหร่ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการทีโออาร์จะต้องไปพิจารณาเอง
อย่างไรก็ตาม ตนขอยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวไม่ใช่การล็อคสเปกให้กับผู้ผลิตในไทย เพราะตามขั้นตอนการประมูลจะต้องจะเปิดให้มีการแข่งขันเสรี ผู้ประกอบการทุกรายสามารถเข้ามาแข่งขันได้ ขณะที่คณะกรรมการก็มีหลักเกณฑ์การคัดเลือกที่ชัดเจน คือ ราคา คุณภาพ และการรับประกันการซ่อมต้องเหมาะสม ซึ่งหากผู้ประกอบการไทยแข่งขันแล้วสู้คู่ไม่ได้ ก็ต้องยอมรับ
นางสุจินดา เชิดชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อู่เชิดชัยอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตนเป็นแกนนำในการนำกลุ่ม ธนบุรีประกอบรถยนต์ ,กลุ่มประกอบรถยนต์บ้านโป่ง และ กลุ่มเชิดชัย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ผลิตตัวถังรถยนต์โดยสาร ,และกลุ่มอุตสาหกรรมต่อเนื่องมายื่นหนังสือเรียกร้องให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาข้อเสนอให้ระบุในร่างทีโออาร์ ต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนอุตสาหกรรมของคนไทยที่มีการทำต่อเนื่องกันมากว่า 100 ปี และยังเป็นการจะช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศด้วย
ด้านนายอรุณ ลีธนาโชค ผู้จัดการโรงงาน บริษัท ธนบุรี บัสบอดี้ กล่าวว่าปัจจุบันมีผู้ผลิตในไทยประมาณ 10 รายที่สามารถผลิตตัวถังรถเมล์ได้ ซึ่งหากเปรียบเทียบราคารถที่ผลิตในไทยกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับจีนที่เป็นคู่แข่งที่สำคัญแล้ว จะเห็นว่ารถยนต์จากไทยสามารถแข่งขันกับรถจากจีนได้ หากรัฐบาลไม่ยกเว้นภาษีนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป 40% ส่วนคุณภาพจะเห็นว่ารถยนต์โดยสารของไทยดีกว่า เนื่องจากมีอายุการใช้งานนานถึง20ปี ขณะรถจีนมีอายุการใช้งานเพียง 7ปี เท่านั้น ซึ่งคุณภาพที่ได้มาตรฐานของรถยนต์ไทยทำให้ปัจจุบันไทยมีการส่งออกไปจำหน่ายในหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง อิรัก อัฟกานิสถาน รวมทั้งจีน
นอกจากนี้การซ่อมบำรุงยังทำได้รวดเร็วกว่ารถยนต์ที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศอีกด้วย เนื่องจากมีการผลิตชิ้นส่วนต่างๆภายในประเทศ
“โครงการนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.3 หมื่นล้าน แบ่งออกเป็นมูลค่าการผลิตตัวรถ 6หมื่นล้านบาท และการคลัทซีที่ต้องนำเข้าจากต่าประเทศอีก 6 หมื่นล้าน ซึ่งหากรัฐบาลสนับสนุนซื้อรถยนต์ที่ผลิตภายใน เงิน 6 หมื่นล้านบาท จะตกอยู่ในประเทศ ช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ไปยังผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมกว่า 100 ราย และยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ ส่วนอีก 6หมื่นล้านบาท ที่เหลืออาจะต้องสูญเสียไปกับการนำเข้าคลัทซี เพราะปัจจุบันไทยยังผลิตเองไม่ได้”นายอรุณกล่าว







